Translate

"เมืองคนบาป"

14/08/2011



"เมืองคนบาป"
โดย ปฐพีช้างเผือก PaTapee ChangP
"เมื่อมนุษย์ ท้าทาย มหาเทพ"


บท 1 คิดยังไงครั้งนี้อยากจะเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับ เมืองสาปสูญที่ยังคงอยู่ การเขียนในครั้งนี้ได้อิงประวัติศาสตร์
หรือสัยศาสตร์เป็นส่วนน้อย ส่วนใหญ่ในบทความนี้ คือ ตามใจ(ตรู)ศาสตร์ คือคิดว่าเป็นยังไงจะเขียนออก
ไปตามความคิดของตนเอง โดยมิกล้าไปรบกวน พลังงานนอกหรือในโลกอื่นใดมาชี้นำทางการ แหกปอดเขียนในครั้งนี้ ...


บท 2 ห่างออกไปไกลจากหมู่เกาะของประเทศ สเปน จะมองเห็นภาพถ่ายจากดาวเทียมเป็นเงารูปสี่เหลี่ยม จตุรัส 
และเป็นบล๊อคๆราวกับว่าใครไปสร้างตาหมากรุกไว้เล่นกัน (คนเล่นคงตัวโคตรใหญ่เลย) ผู้เขียนขอเรียกว่า 
ปฎิมากรรม (กรรมของ ปฎิมา และดูจากผลของปฎิมาที่หลงเหลืออยู่นั้น เทอคงจะมีเวรกรรมมากโขทีเดียว)
เมื่อมนุษย์มองก็พอเดาได้ว่านั่นมันไม่ได้เกิดขึ้นจากฝีมือของธรรมชาติ ไม่ใช่ว่าผู้เขียนไม่ได้เป็นมนุษย์ 
แต่ผู้เขียนมองว่านั่นแหละคือฝีมือของธรรมชาติ ไม่งั้นคงไม่ได้ไปนอนเล่นอยู่ใต้บาดาลแบบนั้นหรอก 
แต่ก่อนหน้าที่จะเป็นฝีมือของธรรมชาติ อาจจะเป็นฝีมือของผู้ใดสร้างขึ้นนั้นก็มิทราบได้ ขนาดของมันใหญ่เอาการ 
เปรียบเทียบ ขนาดได้ก็เกือบๆเท่ากับประเทศไทย แค่ตามภาพมีการสร้างเป็นบล๊อคๆเกือบจะเท่าๆกัน คืออะไร 
,สร้างไว้ทำไม ,สร้างยังไง ,เมื่อไหร่ ,แล้วเหตุใดจึงมีจุดจบ ที่ไม่สิ้นสูญแบบนั้น ....





**รูปนี้ -จากรูปนี้ภาพที่ได้มีอัตตราส่วนการขยายภาพเท่ากันกับแผนที่ประเทศไทยนั่นเปรียบเทียบให้เห็นความกว้าง-ยาวของบล๊อค4เหลี่ยมในน้ำ ว่ามีขนาดใหญ่พอๆ หรือใหญ่กว่าจังหวัดนนทบุรี ทั้งจังหวัด**





บท 3 ไม่ว่าเนิ่นนานเพียงใด ผู้เขียนมองว่า มนุษย์ยังคงรักษา สันดร เดิมไว้อย่างเป็นเยี่ย..ม 
ไม่ว่าสิ่งเหล่านั้นจะเป็นสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่ก็ตามทุกวันนี้เราอยู่อย่างไร เมื่อก่อนเราก็อยู่อย่างนั้น 
ผู้เขียนอาจจะคิดผิดเรื่องนี้ก็ได้


บท 4 อยากให้ลองสังเกต พฤติกรรมของมนุษย์ดู ว่า สถานที่แต่ละที่ ของมนุษย์เราเป็อย่างไร
ก ที่เป็นเมืองใหญ่น้อยหรือแหล่งอาศัย
1 ใกล้แหล่งน้ำ
2 ที่ราบลุ่มอุดมสมบูรณ์
ข สถานที่ๆ มีแต่คนอยากไปแต่ไม่อยากอยู่
1 ที่สูงเสียดฟ้า
2 ป่าเขาลำเนาไพร
3 ทะเลทราย (อันนี้น่าจะมีมาทีหลัง ก่อนที่น้ำจะเข้าท่วม)
ถ้าให้ลองมองภาพว่า ไม่ใช่เรา แต่เป็นคนในยุคก่อน +++++ สถานที่ๆเขาอยู่กันคงไม่แตกต่างจากเราทุกวันนี้ 
มากนัก นั่นคือผู้เขียนกำลังจะบอกว่า ที่ ที่มนุษย์ทุกวันนี้อยู่กัน คือสถานที่ ที่เคยเป็นข้อ ข ของสมัยก่อน 
และสถานที่ ที่เป็นข้อ ข ของสมัยก่อน ก็คือข้อ ก ของสมัยนี้นั่นเอง งง มะ.. 


บท 5 อย่าพึ่ง งง ลองนึกภาพง่ายๆว่าเมื่อตอนที่พวกเขายังไม่ได้ไปนอนเล่นใต้น้ำกันนั้น สถานที่ ที่มนุษย์ทุกวันนี้อยู่กัน 
ก็คือพื้นที่ภูเขาสูงชัน + ป่ารกทึบนั่นเอง เมื่อน้ำได้ท่วมขึ้นมาระดับสูงสุดขนาดหนึ่ง ทำให้แผ่นดินที่เหลือ 
ตื้นต่ำขึ้นมาทันที การวัดความสูงของมนุษย์วัดที่ระดับน้ำทะเล ถ้าสมัยก่อนพื้นที่เหล่านั้นยังไม่ได้จมอยู่ใต้น้ำทะเล 
พื้นที่ ที่เราอยู่กันในสมัยนี้คงจะสูงกว่าระดับน้ำทะเล (เมื่อชาติปางกระนู้นนน) แบบโคตรๆ .... หรือผู้เขียนอาจจะคิดผิด


บท 6 อีกกรณีหนึ่งคือ พื้นที่ ที่เราอยู่กัน หรือระดับน้ำทะเลไม่เคยสูงหรือต่ำแบบสูงสุดมาก่อน 
แต่กลับเป็นสถานที่ ที่จมอยู่ใต้น้ำทะเลนั้น พากันสมัครใจยุบตัวหดลงไปมุดบาดาลเอง .....?
อันนี้คงตอบข้อสงสัยของผู้เขียนได้ยากหน่อย


บท 7 ผู้เขียนเชื่อว่า คงไม่มีมนุษย์คนใด หรือบันทึกประวัติศาสตร์หน้าใดเคยบอกไว้ว่า ผืนแผ่นดินขนาดใหญ่
ได้ยุบลงไปใต้น้ำมาก่อน ขนาดใหญ่ เท่าใด? ถ้าเป็นผืนแผ่นดินขนาดเท่าประเทศจีนละ เป็นไปได้ใช่ไหม 
แต่ที่ผู้เขียนเห็น ไม่ได้เป็นแค่นั้นแผ่นดินที่เคยอยู่บนดินและตอนนี้จมอยู่ใต้น้ำมา..น กินเนื้อที่ ทั้งโลก!!!!!


บท 8 เกิดอะไรขึ้น บางแห่ง เมืองที่จมอยู่นั้น ไม่ได้จมแบบธรรมดาเพราะจมอยู่ลึกมากๆจนมนุษย์ทุกวันนี้ยังลงไปไม่ถึง 
นั่นคือ มีอะไรที่หนักๆเกิดขึ้น
1 การที่น้ำทะเล อยู่ๆจะสูงขึ้นมาอย่างหนัก และไหลเข้าท่วมครอบครองพื้นที่ใต้น้ำซึ่งเคยเป็นแผ่นดิน
ที่อยู่อาศัยและเมืองของมนุษย์ กินพื้ที่กว้างขวางมากมายมหาศาล
2 แผ่นดินยุบตัวลง ซึ่งทำให้น้ำที่มีระดับปรกติอยู่แล้ว ไหลเข้าท่วมแผ่นดินอย่างหนัก (เหมือนกัน) 
กินพื้นที่กว้างขวางมากมายมหาศาลผู้อ่านคิดว่า อย่างที่ หนึ่ง หรืออย่างที่ สอง มีความเป็นไปได้มากกว่ากัน 
ที่ผู้เขียนคิดคืออย่างที่สองมีความเป็นไปได้แต่ยากกว่าอย่างที่ หนึ่ง


บท 9 ถ้าเรามีที่ดินอยู่ หนึ่งไร่ คิดซะว่ามีรั้วรอบขอบชิดสูง สิบเมตร แต่มีที่ ที่มีน้ำขังอยู่ที่ หนึ่งงาน
1 ขย่มผืนดินจำนวนสามงานให้เตี้ยต่ำลงไปเพื่อให้น้ำที่มีอยู่หนึ่งงานไหลเข้าไปท่วม
2 นำอะไรก็ตามเข้าไปวางแทนที่น้ำในพื้นที่หนึ่งงานเพื่อให้น้ำที่มี 
ไหลทะลักออกมาท่วมพื้นที่สามงานที่เหลือ ....ผู้อ่านคิดว่าอย่างที่หนึ่ง หรืออย่างที่สอง จะทำง่ายกว่ากัน


บท 10 ถ้าเป็นไปตามข้อที่หนึ่ง 
แผ่นดินที่มีร่องรอยของมนุษย์อยู่อาศัยตามที่มองเห็นด้วยตาเปล่าจากดาวเทียมของกูเกิ้ล 
นอกจากเมืองที่สันนิฐานกันว่าเป็น แอ๊ตแลนตี้สสส นั้นยังมีอีกหลายสถานที่ ที่มีลักษณะ
เดียวกัน คล้ายกัน ราวกับว่าเป็นคนละอาณาจักรเดียวกัน ห่างจากผังเมืองของภาพที่ หนึ่ง 
ยังมี อีกหลายภาพ หลายสถานที่ไกลออกไปอีกซีกโลก อีกหลายจุด ที่เป็นรูปตาหมากรุก
ขนาดสี่เหลี่ยมด้านเท่า และจุดเหล่านั้นที่ว่าๆมาเนี้ยะแหละ ที่ผู้เขียนเจออยู่ใต้น้ำแทบทุกมุมโลก ดังรูป


บท 11 นั่นแสดงให้เห็นว่าอะไร
1 ถ้ามีการเกิดแผ่นดินยุบตัวจนนำไปสู่การจมบาดาลอย่างมหาลึก การกระทำนั้นต้องเป็น
ไปแทบทั้งโลกใช่หรือไม่
2 ทำไมไม่มีร่องรอยของเมืองเก่าเหล่านี้หลงเหลืออยู่บนบก (ปัจจุบัน) บ้าง
3 การยุบตัวที่ยังคงสภาพร่องรอย เค้าโครง แผนผังของเมืองไว้ค่อนข้างสมบูรณ์คือ
การยุบตัวแบบพร้อมเพรียง เสมอต้นเสมอปลายพร้อมๆกัน ใช่หรือไม่
อธิบายการยุบตัวแบบพร้อมเพรียงคือ ยุบลงพร้อมๆกันทั้งแผ่นดิน ถ้าต่างที่ ต่างยุบ 
ลักษณะของเมืองหรือสิ่งปลูกสร้างจะเคลื่อนที่แตกหักและไม่สมบูรณ์ และถ้าเป็นไปตามข้อสันนิฐานที่สอง
3.1 เกิดน้ำไหลทะลักเข้าท่วมอย่างสูงสุดและรวดเร็ว ทำให้สิ่งก่อสสร้างยังคงรูปแบบไว้ค่อนข้างสมบูณ์ 
เพราะไม่ได้เกิดจากการเคลื่อนที่ลงต่ำของแผ่นดิน
3.2ไม่มีร่องรอยของเมืองหลวงหลงเหลืออยู่ เพราะพื้นทีที่เหลืออยู่ณปัจจุบัน ไม่มีใคร(ในสมัยก่อน)
อยากจะเอาไปทำพันธุ์ เป็นพื้นที่ที่สูงโคตรๆ (ของสมัยก่อน) มีลักษณะเป็น เหว ,ป่าเขา 
,และอาจจะมีอัตตราการสูงมากกว่าอัตตราการสูงระหว่างภูเขาเอเวอเรสต์กับเมืองมนุษย์ยุคปัจจุบันหลายเท่า 
ข้อสองดูการเปรียบเทียบที่ภาพ
3.3 มีสะสารขนาดใหญ่เพิ่มเข้ามาในโลก ลงมาแทนที่ตรงส่วที่มีน้ำทะเลพอดี 
เกิดการปริของเลือกโลกหลายแห่งทำให้น้ำที่มีอยู่ใต้แผ่นโลกทะลักออกมารวมกับน้ำทะเลที่มีอยู่ก่อน 
รวมเป็นจำนวนของน้ำอย่างมหาสาลเกินคาดเดาไหลทะลักทุกทิศทาง
สะสารขนาดใหญ่ที่ว่าคืออะไร....



1

2 เปรียบเทียบให้เห็นขนาดว่า พอๆกับเกาะเล็กๆเลย หรือของจริงอาจจะใหญ่กว่าก็ได้ ..

3

4

5

6

7

8

9

10

11

12

13

14

15

16

17 สถานที่แข่งรถ เขื่อน หรือ สถานฝึกสอนอบรมบ่มนิสัย ผู้ช่วย???

18

19

20

21

22

23

24

25

26

27

28

29

30 รู้สึกว่าภาพนี้แหละที่อยู่ใกล้ ไทยมากที่สุด ถ้าจำไม่ผิดนะ

31

32

33

34

35

36

37

38

39

40

41 อันนี้อยู่ที่รัสเซีย นะอาว์ฟฟฟ

42

43

44

45

46 อัตตราส่วนขยาย เท่าๆกัน เปรียบเทียบดูเอาเอง ..

47 ส่วนสีชมพูนั่นผู้เขียน ทำสีเน้นให้เห็นลักษณะว่ามันเป็นรูปร่าง สี่เหลี่ยม จริงๆ ไปหาดูภาพเพียวๆได้ทีกูเกิ้ลแม๊บ

48

49

50

51 ระยะทาง (ถ้าเอาทั้งหมดจริงๆ) ยาวกว่าประเทศไทยตั้งกะเหนือจดใต้ !!!!!

52
55

56

57 อันนี้จำไม่ได้จริงๆว่าอยู่ส่วนไหนของโลก ลองไปหาๆดูเอาเองนะ

58 การเปรียบเทียบความกว้าง กับแม่น้ำเจ้าพระยา

ดาวโหลดรูปถ่ายทั้งหมด




บท 12 สำหรับผู้เขียนข้อสันนิฐานที่สอง(บท 8 ,บท 9)นี้ดูท่าจะตอบข้อสงสัยได้บ้าง 
แต่รอยแผลเป็นต่อให้ลบล้างอย่างไรก็ต้องมีร่องรอยเก่าหลงเหลือ และรอยแผลเป็นของโลกใบนี้ชางใหญ่ดู
แล้วคงจะหนักหนาสาหัสทีเดียว


บท 13 หลายท่านคงจะได้เรียนรู้มาบ้างแล้วว่าเดิมทีทรายบนโลกเรานี้ เป็นของอุกาบาตที่ตกลงมายังโลกของเรา 
อันนี้ผู้เขียนคิดว่าน่าจะเป็นไปได้
-ถ้าเกิดมีอุกาบาตขนาดใหญ่ชนิดหนึ่งตกลงมายังโลกมนุษย์ จะเกิดอะไรขึ้นขนาดใหญ่ที่ว่าใหญ่ขนาดไหน ? 
อุกาบาตลูกนี้หลุดเข้ามาและอย่างรวดเร็วและถูกแรงเสียดทานจากอากาศทำการเผาไหม้จนสะสาร
ภายในร้อนสุดๆ ลงมาเจอกับมหาสมุทรขนาดใหญ่ทำให้สะสารที่ร้อนสุดๆเจอกับน้ำที่มหาศาลเกิด
กระบวนการกรอบแห้งแตกกระจาย และพลักดันน้ำทะเลหอบเอาสะสารแตกกระเจิงที่ว่าไหลท่วมทะลัก
ไปทั้งโลกพร้อมๆกัน
ถ้าเป็นคนสมัยก่อน "ป่าราบ..หนีกันป่าราบ"
ถ้าเป็นคนสมัยนี้ "ขอบคุณที่ส่งทรายมาให้พวกเราได้รับประทานกัน" 
และถ้าอยากพิสูจน์ข้อสันนิฐานนี้ก็ไม่ยากไม่ง่ายเท่าไหร่


บท 14 1 ถ้าพื้นดิน ณ ปัจจุบันนี้ไม่เคยได้เป็นที่ที่สูงที่สุดมาก่อน ต้องมีปฎิมากรรมโบราณ
ของคนยุคนั้นหลงเหลืออยู่บ้าง ที่ไหนละ? ลองสังเกตดูแต่ละรูปภาพ สิ่งก่อสร้างทั้งหมดล้วน
แต่สามารถเห็นด้วยตาเปล่าในระยะไกล (โคตรๆ) แสดงว่าของจริงใหญ่เอามากๆ
ลองนึกภาพอย่างเอาเป็นเอาตายว่า ถ้าถึงคราวพวกเราบ้างเราจะหลงเหลืออะไรให้ได้เห็นกันบนผืน
น้ำในระยะโคตรไกลอย่างนี้บ้างไหม ปฏิมากรรมบูชายัญเจ้าที่อย่าง โฮว์ฟเวลของบ้านเรา 
อย่าหวังจะได้ติดฝุ่นไม่เห็นซักกะแท่งแน่ๆ สิ่งที่พอจะเดาว่าน่าจะมองเห็นได้อาจจะเป็นกำแพงเมืองจีน
หรือพีรามิตอะไรประมาณเนี้ยะ ผุ้เขียนลองนำภาพที่ถ่ายในอัตตราส่วนขยายเท่าๆกันมากระแทกดูบาง
รูปจะเห็นว่าร่องรอยความลึกจนเห็นเป็นรูปร่างนั้นมีความกว้างกว่าแม่น้ำเจ้าพระยาของบ้านเรา 8-12 เท่า!!!


บท 15 2 มนุษย์ยังคงไม่เปลี่ยนแปลงจากเดิ๊มเดิมมากนักหรอก คนในสมัยนี้ทำอะไร?
1 เขื่อน เก็บกักน้ำและการชลประทาน
2 เหมือง ทรัพยากรด้านพลังงาน
3 เมือง ที่อยู่อาศัย
4 ถนน สนามบินการคมนาคม โคนม ขนส่ง สื่อสาร
ถ้าพื้ที่ ที่เราอยู่ทุกวันนี้ไม่ใช่พื้นที่ที่สูงสุดๆมาก่อน ร่องรอยอดีตของข้อ 1-4 
ที่ว่าในหัวข้อนี้อยู่แห่งหนใดบ้าง มันก็เหมือนเราสมัยนี้แหละเราจะ
ไปสร้างสถาปัตยกรรมอลังการล้านเก้าประดับไว้บนยอดภูกระดึงไหมละคัฟฟฟฟฟ


บท 16 นั่นเป็นเพราะพวกเขาสร้างอุตสาหกรรม และที่อยู่อาศัยตรงที่ที่เป็นพื้นค่อนข้างราบอุดมสมบูรณ์ 
และสถานที่ ที่เราอยู่กันทุกวันนี้ ไม่มีสิ่งที่พวกเขาต้องการ นอกจากการเก็บสิ่งที่ล้ำค่าที่สุดมีค่าสูงสุด 
ไว้ในที่ที่สูงสุดๆ เช่นหลุมศพ? หรืออีกอย่างหนึ่งที่สามารถถอดรหัสได้คือ กาลเวลา...


บท 17 ถ้าเราสามารถพิสูจน์ได้ว่า ทรายบนภาคพื้นดินกับทรายในน้ำคือทรายที่เป็นญาติพี่น้องกัน 
มาพร้อมๆกันเกิดพร้อมๆกันนั่นก็อาจจะสันนิฐานได้อย่างหนึ่งคือ มีปฏิมากรรมหลงเหลือ
อยู่บนพื้นดินปัจจุบันนี้จริงแต่ได้ถูกทรายทับถมไปพร้อมๆกันกับ ปฎิมากรรมใต้น้ำ 
อันนี้ผู้เขียนก็งงอีกแหละว่า ทำไมทรายในน้ำถมปฏิมากรรมไม่มิด 
แต่ถมปฎิมากรรมบนบกซะมิดชิดเรียบวุธหมดเกลี้ยงทุกที่ทั่วโลกเลย


บท 18 แต่ก็อีกแหละ ถ้ากาลเวลาสามารถพิสูจน์ซากได้ว่าอายุของทรายกำเนิดมาทีหลังการสร้างพีรามิต 
ก็สามารถตอบคำถามได้หลายอย่าง
- นักโบราณคดีบอกว่าเขาสร้างพีรามิตมุดลงไปในดินทรายแล้วฝังหลุมศพไว้ข้างล่าง 
,ถ้าเขาไม่ได้สร้างมุดดินทรายละ แต่ดินทรายมาทับถมทีหลังจากการสร้างแล้วเป็นหมื่นๆปี
- คนโบราณสมัยก่อน สร้างอะไรก็ช่างยิ่งใหญ่เกินกว่ามนุษย์ทุกวันนี้จะทำได้แต่ก็ฉลาด 
น้อย กว่ามนุษย์ยุคปัจจุบันเพราะ มีทรายอยู่เต็มบ้านเต็มเมืองรอบตัวแต่ดันลำบากลำบน
ไปตัดเอาก้อนหินขนาดใหญ่มาสร้างปราสาทและพีรามิตแทน ,ถ้าคนสมัยก่อนเขาสร้างงานได้อลังฯขนาดนั้น 
มีการคำนวนและเทคโนโลยีในการสร้างยอดเยี่ยม เขาคงไม่ได้โง่กับดินทรายที่กองอยู่ตรงหน้าหรอกมั้ง 
ถ้าในยุคนั้นพวกเขายังไม่มีทรายให้ใช้ละ ?
(หรือมี แต่น้อยมากๆ ไม่พอจ่อม)


มีอยู่ 2 สิ่งในหลายๆอย่างบนโลกนี้ ที่มีกระบวนการเกิดสวนทางกัน คือ กระบวนการเกิดซากฟอสซิล กับ กระบวนการเกิดทราย ถ้ามีอย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้นมา อีกอย่างจะไม่มีทางได้เกิด (ไม่ทันได้เกิด) แต่บนโลกเราดันมีทั้งทราย ทั้งฟอสซิล ต้องมีสิ่งใดสิ่งหนึ่งเท่านั้น ที่มีกระบวนการกำเนิดเกิดขึ้นอยู่บนโลกเราจริง และอีกอย่างไม่ใช่ ข้อนี้อธิบายยาวต้องไปศึกษากันเอาเอง แต่ถ้าใครเมมโมรี่เต็มก็ไม่ต้องไปสนใจอะไรกับมันมาก เพียงแต่จะให้เห็นข้อสังเกตของกระบวนการเกิดสะสารทั้ง 2 ชนิด (ข้อสันนิฐานของใครต่อใคร ฯลฯ บลาๆๆๆ)
ทราย เกิดมาจากการ - สลายตัวออกของหินหรืออะไรก็ตามจากการเปลี่ยนผ่านวันและเวลา
ฟอสซิล เกิดมาจากการ - รวมตัวกันเข้าของซากหรืออะไรก็ตามจากการเปลี่ยนผ่านวันและเวลา


บท 19 เอางี้มุดลงน้ำไปเก็บตัวอย่าง ปฎิมากรรมใต้น้ำมาดูเลย ถ้าไม่ใช้ทรายเป็นส่วนประกอบละก็ 
ที่บรรยายมาทั้งหมดเนี้ยะก็ตอบคำถามได้เลยว่า ที่พวกเขาลงไปกองอยู่ใต้น้ำนั้นหนะ 
ก็เพราะทรายที่มีอยู่ทั้งโลกหนะแหละ แล้วทรายมันเข้ามาอยู่ในโลกได้ยังไง
ใครจะขนเข้ามาถ้าไม่ได้มากับอุกาบาต !


บท 20 นี่แหละคือคำตอบที่ว่า อุกาบาตทรายมีขนาดใหญ่เท่าใด ก็ใหญ่เท่าทรายหมดทั้งโลกมารวมกันหนะแหละ
ถ้าใหญ่ขนาดนั้นเราเปลี่ยนจากอุกาบาตเป็น ดาวเคราะห์ดวงเล็กๆแทน ได้ไหม? 
และ ถ้ามีจินตนาการ ก็ไม่ต้องถึงกับมุดน้ำลงไปเก็บตัวอย่าง


บท 21 1 การมีดาวเคราะห์เข้ามาก็ต้องเกิดการเผาไหม้ เสียดสีในชั้นบรรยากาศจนร้อนจัดไปทั้งดาว
2 จุดที่ดาวเคราะห์ลงคือพุ่งลงน้ำ แน่ๆ เพราะอะไร เคยได้ยินไหมที่ว่า "คือ..ผืนทรายที่โอบทะเลไว้" 
เอ่อ.ตามนั้นเลย ไม่ได้ชอบเพลงแต่ดูตามความเป็นไปได้ การที่ทรายอยู่ในน้ำจะทำให้เคลื่อนที่ไปทั่วโลก
ได้ง่ายกว่าอยู่บนบก
3 เกิดการแทนที่มวลสารกับน้ำทำให้น้ำหอบเอาความร้อนจากดวงดาวเคราะห์ขนาดเล็ก 
พร้อมกับมวลสารที่แตกกระจายไปท่วมทะลักทุกอย่างที่ขวางหน้า ลองนึกภาพดูนะว่าจะร้อนขนาดไหน 
และกินเวลาเท่าไหร่ ถ้าเป็นอิฐหินปูนทรายแบบเรานี้โดนความร้อนขนาดนั้นซัก 3 วันจะเหลือมั้ย 
และถ้าไม่ใช่ทรายเหมือนกันละ ถ้าเป็นหินภูเขาดั้งเดิมของโลกใบนี้ น่าจะทนทานได้บ้างก็อย่าง
ที่หลงเหลือให้เราได้เห็นซากกันหนะแหละ


บท 22 ผู้เขียนจึงสันนิฐานเอาเองว่า ถ้าทรายไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้น้ำท่วม คนโบราณต้องเอาทรายมาทำประโยชน์
แบบเราบ้าง และถ้าใช้ทรายร่วมในการสร้างปฎิมากรรมอะไรก็แล้วแต่ มันต้องเรียบวุธไปตามกระแสน้ำ
ตั้งแต่สองพันปีแรกแล้ว เคยมีปฎิมากรรมสมัยใหม่ที่ใช้ทรายเป็นส่วนผสมอยู่ยั้งยืนยงได้เกินหมื่นปี
โดยไม่บูรณะบ้างไหม ยิ่งอยู่ใต้น้ำด้วยแล้วยิ่งเสื่อมโทรมรวดเร็วยิ่งกว่า


บท 23 ถ้าปฎิมากรรมใต้น้ำยังหลงเหลือให้เราได้เห็นในบริเวรณที่ลึกโคตรๆแบบนั้นได้ แสดงว่าวัสดุที่
ใช้ต้องทนทานข้ามกาลเวลา เช่นปราสาทหิน เหมือนแถวบ้านเราหรือหินของพีรามิต นั่นหมายถึงอะไร..


บท 24 นั่นหมายความว่า ผู้คนที่อยู่ใต้น้ำนั้นเขายังไม่เคยมีทรายใช้มาก่อน
แต่ข้อนี้ผู้เขียนก็อาจจะยังคิดผิด !!


บท 25 ต้องมีผู้โต้แย้งในข้อที่ผู้เขียน เขียนถึงแรงเสียดทานในชั้นบรรยากาศกับดาวเคราะห์แน่ๆ 
(เพราะผู้เขียนก็แย้งตัวเองอยู่เหมือนกัน) ถ้าจำนวนทรายทั้งหมดในโลกมารวมกันน่าจะ
ได้ดาวเคราะห์เล็กๆหนึ่งดวงเลยทีเดียว อาจะน้องๆดวงจันทร์หรือเท่าๆกันก็ได้ 
ฉะนั้นแล้วการที่พุ่งเข้าชนโลก แล้วเกิดแรงเสียดทานจนทำให้ร้อนสุดๆมาปะทะเข้ากับน้ำเย็นๆ
ในมหาสมุทร จึงเป็นไปได้ยาก ยากตรงไหน
ถ้าชั้นบรรยากาศจากนอกโลกจนถึงภาคพื้นดินมีระยะทาง 1 กม.ถ้ามีวัตถุอุกาบาตขนาด 1
เมตรลงมายังโลกมนุษย์ จะมีระยะทางในการทำให้เกิดกระบวนการเสียดทาจนมีความร้อนถึง 999
เมตรนั่นพอจะทำให้ร้อนเผาไหม้จนหมดไปจากชั้นบรรยากาศเลยก็ได้


บท 26 แต่ถ้าเป็นดาวเคราะห์ขนาดเล็ก เส้นผาศูนย์กลาง 1 กิโลเมตรพอดี 
จะไม่มีระยะทางให้เกิดกระบวนการเสียดสีของชั้นบรรยากาศเลย อ่านะ 
ผู้เขียนกำลังคิดอยู่เหมือนกัน ถ้าเหตุการณ์ดาวเคราะห์ทรายนี้มันไปพ่วงกับเหตุการณ์ ดาวนิบุริ 
ในบทความเรื่องโลกใหม่ละ ? (น่าน ....แตะเข้าโกล) ถ้าทรายทั้งหมดเคยเป็นดาวเคราะห์ดวงหนึ่ง 
ซึ่งเคยติดสอยห้อยตามดาวนิบุริมาก่อน และโดนเผาไหม้ร้อนสุดๆมาอยู่ก่อนแล้ว 
พอเข้ามาชนกับน้ำบนโลกเข้าก็เกิดกระบวนการกรอบจนแตกกระจายล้นทะลักฯลฯ
เอาเป็นว่าช่างมันเถอะเรื่องนี้หนะ (ไม่มีช่องให้มุดต่อ)


บท 27 ที่แน่ๆตอนนี้ พวกเขาอยู่ใต้น้ำ จริงๆแล้ว แอ๊ตแลนตี๊สส ทวีปที่สาปสูญ ที่เขาเล่ากันนั้น 
อาจจะเป็นที่เหล่านี้ก็ได้ ถ้าเป็นไปตามที่ผู้เขียนเชื่อ พวกเขา (เกือบทั้งหมด) 
ไม่เคยจมอยู่ใต้น้ำ แต่น้ำล้นทะลักเข้าไปท่วมเมืองของพวกเขาเอง


บท 28 เมื่อมองภาพหลายๆภาพแล้ว ผู้เขียนพอจะเดาได้ว่าลักษณะของรูปทรงแต่ละสถานที่ 
ที่อยู่ห่างกันทั่วโลก เป็นในลักษณะเดียวกันหรือ เป็นพรรคพวกเดียวกันหนะแหละ 
แต่ก็มีคำถามตามมามากมาย ตามประสาลูกทางแม่ (55) สิ่งที่เห็นเป็นบล๊อคๆนั่นคืออะไร 
เป็นสายยาวๆ คืออะไร ?


บท 29 ในการส่องของดาวเทียมนั้น ถ้าเป็นส่วนที่ตื้น จะเห็นชัด ถ้าเป็นส่วนที่ลึกมากๆ
จะเห็เป็นเบลอๆใช่หรือไม่ และถ้าเห็นเป็นเส้นชัดเจนแสดงว่าตรงนั้น 
มีส่วนที่ลึกมากๆและตื้นกว่ามากๆอยู่ที่เดียวกันใช่หรือไม่ ลึกในที่นี้ต้องลึกแบบไม่ธรรมดา
ลึกมากๆขนาดที่ทำให้เกิดภาพเมื่อมองจากผืนน้ำระยะไกลได้ เพราะถ้าลึกแบบธรรมดา 
คงจะโดนทรายถมไปเรียบหมดไม่เห็นร่องรอย ตามภาพ....


บท 30 แล้วเขาสร้างร่องลึกๆขนาดกว้างๆแบบนั้นเพื่ออะไร..
คิดแบบเดียวกับผู้เขียนหรือไม่ ผู้เขียนคิดว่าน่าจะเป็นระบบชลประทาน ถึงขุดเป็นลักษณะหลุมลึก 
แต่มีบางพื้นที่ภาพทรายที่ถมดูแล้วมีลักษณะนูนขึ้นมา อันนี้ก็ไม่ทราบว่าเป็นเพราะ
เขาทำปฎิมากรรมให้สูงขึ้น แทนที่จะขุดให้ลึก หรือมันเป็นที่ ที่ขุดให้ลึกเหมือนเดิมหนะแหละ 
แต่กระแสน้ำพัดพาทรายให้มาทับถมตรง ขอบๆ ช่องหลุ๋ม ถมเข้าถมเข้า จนทำให้มันนูนขึ้นมาเอง..


บท 31 ถ้าเป็นปฎิมากรรมนูนขึ้น ผู้เขียนคิดว่าน่าจะเป็นถนนหรือ ระบบขนส่ง
ลองมานึกภาพกันแบบเอาเป็นเอาตายกันดู (อีก) นะความกว้างของร่องแต่ละร่อง 
กว้างกว่าแม่น้ำเจ้าพระยา 8-12 เท่า ถ้าใช้แรงคนในการขุดต้องใช้คนมากเท่าไหร่ 
และต้องใช้เวลาเนิ่นนานปานใด ถ้าเป็นสมัยนี้ขุดกันเจ็ดชั่วโคตรเลยมั้ย 
แล้วไม่ได้มีอยู่บล๊อคเดียวที่เห็นด้วยตาและเก็บภาพมาได้ มีอยู่ทั้งโลก แม้แต่ใกล้ไทยที่สุดก็มี 
ที่ผู้เขียนคาดเดาเอาเองคือ มีพื้นที่แบบนี้อยู่ทุกๆที่ ที่มีทะเล 


บท 32 เพราะที่ ที่ไม่เห็นทะเล คือที่ ที่สูงสุดๆในสมัยนั้น ไม่มีใครอยากจะมาสร้าง ปฎิมากรรมอะไรไว้มากนัก 
และด้วยเหตุผลนี้แหละที่ทำให้พื้นที่ปัจจุบันนี้ หลงเหลือจากการโดนน้ำทะเลท่วม 
เพียงแต่การมองเห็นด้วยตาเปล่าจากภาพถ่ายดาวเทียมนั้น ต้องขึ้นอยู่กับจำนวนทรายที่
ทับถมพื้นที่ตรงส่วนนั้นด้วย ถ้ามีจำนวนน้อย ก็อาจจะเห็นภาพชัด แต่ถ้ามีจำนวนทรายมากๆ 
อย่างเช่นใกล้ๆกับแผ่นดิน(สมัยนี้) ก็จะแทบไม่มีภาพให้เห็นเลย...


บท 33 คิดในแง่ดี
1 คนสมัยก่อนอาจจะตัวสูงใหญ่กว่าคนสมัยนี้สามเท่า และกำลังมากกว่าคนสมัยนี้สามเท่า 
การใช้แรงงานคนในการสร้าง สิ่งเหล่านี้ ก็ไม่น่าจะเกิน 15 ล้านคนต่อ1บล๊อค 
เพราะจำนวนคนขนาดนี้ทำให้อาจจะใช้เวลาในการสร้าง 50-1,000 ปี ผลงงานอลังการขนาดนี้ 
เจ้าของต้องทุ่มทุนสร้าง ค่าแรงขั้นต่ำต้องเยี่ยม สวัสดิการเป็นเลิศ ไม่มีผู้ใดบาดเจ็บล้มตายแน่นอน (......") 
ไอ้การที่มนุษย์ตัวใหญ่กว่าสมัยนี้บนพื้นที่แบบนั้น มันก้อมีความเป็นไปได้ม๊ากกก มาก
อันนี้ผู้เขียนไม่ได้เขียนประชดนะ การที่พวกเขาอาศัยอยู่บนพื้นที่ต่ำลึก 
กว่าปัจจุบันนั่นคือพวกเขาต้องเจอกับ อะไร "ความกดอากาศที่สูงมากๆ" ผู้อ่านคิดว่าความกดอากาศสูง
จะส่งผลอะไรบ้าง แน่นอนความคิดเราก็ยังไม่ต่างกัน
- เรื่องการสื่อสาร อะไรก็ตามที่เดินทางด้วยการใช้อากาศเป็นตัวกลาง เช่น คลื่นต่างๆ 
และเสียง จะใช้การได้ดีกว่า พวกเรา ณ ผืนแผ่นดินตอนนี้คนละเรื่องอย่างหน้ามือกับจั๊กกะแร้...
- เรื่อง พละกำลัง และพลังงาน ความกดอากาศสูงๆมากๆ จะทำให้ไม่มีทาง 
มีเครื่องจักรชนิดใดเลยที่จะสามารถใช้พลังขับเคลื่อนขึ้นจากภาคพื้นดินได้ 
นั่นหมายถึงยากมาก ถึงยากสุดๆ ที่พวกเขาจะผลิดพลังงานจากเครื่องจักรเพื่อเป็น
แรงพลักดันจากภาคพื้นดินขึ้นสู่อากาศได้ แล้วถ้าไม่ใช้เครื่องจักรละ ถ้ามีสิ่งมีชีวิตอื่นใดก็ตาม 
อาศัยอยู่บนพื้นที่ความกดอากาศสูงจัดๆ นั่นคือพละกำลังของพวกเขาจะมากมายมหาศาล 
แบบปรติธรรมดา คือ มีพลังมากเพียงใด ก็ส่งผลได้แค่น้อยนิดเท่านั้น น้ำหนักเพียง 1กิโล 
ของพวกเรา อาจจะเท่ากับ 100 โล ของพวกเขาณสถานที่ที่พวกเขาอยู่ ก็ได้ 
ถึงมีพละกำลังมากเพียงใด แต่สิ่งอื่นๆก็มีกำลังของน้ำหนักมากเช่นกัน
และถ้าเป็นสัตว์ ที่บินได้ด้วยละก็ ยิ่งพลังมากๆเลยละ
ไอ้ข้อที่ว่าด้วยเรื่องพลังนี้ อาจจะเป็นข้อคิดได้ว่า ทำไม ยูเอฟ โอ๊ววว..ถึงได้แต่บินวกไปวนมา 
ไม่ลงมาจอดยานเหาะ แวะทักทายเราซะที อีกเหตุผลหนึ่งที่นอกเหนือจากการโดน 
รัสซี ผีบ้า อเมก้า ผีบอ สอยร่วง ตูดแหกแล้ว ผู้เขียนคิดว่า พวกเขาคงจะลงมาจอดได้
แต่เอายานกลับขึ้นไปไม่ได้หรือ เอาขึ้นได้ยากมากๆ ถ้าลงมาจอดแล้วขึ้นไม่ได้ก็ต้อง วาร์ป 
อย่างเดียว อันจะเห็นร่องรอยเหลืออยู่ตาม ไร่สัปะรดทั่วโลกหนะแหละ ( =.= " ) 
อันนี้เอาไปคิดให้ปวดกะบาลเล่นๆ
- เรื่องลักษณะทางกายภาพ ถ้าความกดอากาศสูงมากๆ 
ผู้อ่านคิดว่ามนุษย์ที่นั่นจะตัวใหญ่หรือเล็ก ? ผู้เขียนเคยคิดว่าเล็กแน่นอน จนกระทั่ง ..
เอางี้ ง่ายๆเลย เราอยู่บนโลกใบเดียวกันถ้าเราไม่สามารถลงไปอยู่ ณ จุดที่เราสงสัย 
เพื่อพิสูจน์หาคำตอบได้ เราก็ต้องถามผู้ที่ทุกวันนี้เขาอยู่ที่นั่นกันอยู่แล้ว ถ้าเขาไม่ให้เราถาม 
(อันที่จริงเรากะเขาคุยกันมะรู้เรื่อง) เราก็ต้องแอบสังเกตดู....เอาเอง...
เอางี้นะ ตามผืนน้ำทะเลนั้น สัตว์ที่อาศัยอยู่ผืนน้ำ ตรงส่วนที่ตื้นๆ ไม่ลึกมาก มีขนาดเท่าใด 
แล้วสัตว์ทะเลน้ำลึกมีขนาดเท่าใด สัตว์ที่ครองแชมป์ ใหญ่โตมโหฬารที่สุดในโลก
เป็นสัตว์ทะเลน้ำลึกทั้งสิ้น นั่นคือ ถ้ายิ่งมีความกดอากาศที่สูงมากๆ ร่างกายของทุกสรรพสัตว์ 
ก็ต้องปรับสภาพให้ใหญ่โตแข็งแรงมากพอที่จะต่อสู้และทนทานกับสภาพแวดล้อมนั้นๆ ได้นั่นเอง
"โถ...ปลาวาฬมันก้อต้องอาศัยในน้ำลึกอะเด่ มันจะโง่ขึ้นมาว่ายใกล้ฝั่งเหรอ..ได้เกยตื้นตายพอดี"
"อะ ถูกที่สุด ไม่เถียงเลยซักกะคำด้วย.....-_-"  (เถียงมะออก)"


บท 34 ในข้อนี้อาจจะไม่เป็นไปตามนี้ก็ได้ เป็นเพียงข้อสันนิฐานของผู้เขียน 
แต่อย่าได้ไปใส่ใจอะไรมากมาย วกเข้าเรื่องต่อดีก่า..


บท 35 คิดในแง่ดี
2 คนสมัยก่อนอาจจะมีสัตว์ประหลาดไว้คอยช่วยเหลือในการสร้างปฎิมากรรมสุดอลังฯ 
ผู้เขียนอาจจะมีความคิดบ้าๆ ในเรื่องพวกนี้ หลายคนมีคำตอบในใจหรือในบันทึกก็ตามว่า 
การสร้างปราสาท ,ปฎิมากรรม หรือสิ่งปลูกสร้างอื่นใดของคนโบราณนั้น 
เขามักจะปั้นสัตว์ ,เทพ ,มังกร ,พญานาค ,สฟิงส์ ฯลฯ ไว้เพื่อเป็นเป็นเทพเจ้าผู้ดูแล 
,ปกปัก ,รักษา สถานที่เหล่านั้น
เอ้า คราวนี้ผู้เขียนจะอธิบายว่า เจ้าพระยา ณอดีตกาล ได้สร้างพระตำหนักอดีตดูดื่ม 
ไว้ ณ สถานที่อดีตชาติแห่งหนึ่ง พอสร้างเสร็จแล้ว เจ้าพระยาและบรรดาลูกเมืองทั้งหลาย 
เห็นพ้องต้องกันว่าควรสร้าง ตำรวจไว้ที่สองประตูทางขึ้น (ถ้าเป็นสมัยก่อนเขาคงเรียกว่า 
มหาดเล็กหรือทหารขี้ข้านี่แหละ) แล้วก็สร้าง ฤษีเกจิอาจารย์ดังนั่งเท่อเร่อไว้หน้าตำหนัก 
เพื่อให้ ปกปัก ,ดูแล ,รักษา ตำหนักนี้ไว้ตลอดไป
อ่านดูแล้วมันทะแม่งๆ ไหม แทนที่เจ้าพระยาจะสร้างรูปปั้นของตัวเองซึ่งเป็นผู้สร้าง
ไว้หน้าตำหนักที่ตัวเองสร้าง กลับไปปั้นรูปตำรวจกับ ฤษีแทน อ่าที่ผู้เขียนกำลังอธิบายคือ 
มนุษย์ยังคงมีส่วนเดิมที่ติดตัวมา ตอนนี้เราเป็นอย่างไร เมื่อก่อนเราก็คงไม่แตกต่างมากนัก 
การสร้างสิ่งปลูกสร้างโบราณ โบราณมากๆที่ใช้หินสร้างหนะ เขาสร้างเหล่า กิเลนบินได้
,พญานาคราช ,มังกร ,สฟิงส์ ฯลฯ ไว้ที่หน้าสิ่งปลูกสร้างนั่นคือ การสร้างบุคคลผู้เป็นหัวเรี่ยว
หัวแรงหลักในการสร้างสถานที่เหล่านั้น ไว้เพื่อให้มนุษย์ ผู้คนในยุคนั้น หรือ สิ่งอื่นใด 
ได้รับรู้เพื่อเป็นการยกย่องเชิดชูการเสียสละแรงกาย ว่าสถานที่แห่งนั้นๆ สำเร็จเสร็จสิ้น
ได้ด้วยน้ำพักน้ำแรงของใครเป็นหลักนั่นเอง
อันนี้คือความคิดส่วนตัว ผู้เขียนกำลังจะบอกแบบบ้าๆออกไปว่า สถานที่โบร๊าน 
โบราณทั้งหลาย ก็ถูกสร้างขึ้นจากน้ำพักน้ำแรงของสัตว์ประหลาด หรือ 
สัตว์เทพ ที่เขาสร้างขึ้นไว้หน้าสถานที่นั้นๆนั่นแหละ เพียงแต่มนุษย์คือผู้ดูแล
ควบคุมงานเท่านั้นเอง ....(เอ้า อึ้งกันเข้าไป) (...อึ้งด้วยคน)
เอาเป็นว่าจบหัวข้อนี้ไว้แค่นี้ก่อนละกัน วกเข้าเรื่องต่อ


บท 36 คิดในแง่ดี (อีกแล้ว)
3 มนุษย์สมัยก่อนอาจจะมีอายุยืนยาวเกินกว่า 500 ปีต่อ 1 คน (เหอๆ) 
การสร้างปฎิมากรรมมหึมาจึงทำได้เพียงแค่1ชั่วอายุคน
แน่นอนว่า ทุกสถานที่ต้องมีผู้นำ ถ้าผู้นำมีอายุเท่ากับคนในสมัยนี้ให้เต็มที่150ปี 
ตัด 50 ปีออกไป(ส่วนมากเกินร้อย ก็จะเอ๋อไปแระ) เหลือ ร้อยปีถ้วน 
การสร้างบ้านเรือน อาณาจักร ถ้าเกินกว่า 40 ปี ก็จะได้มีเวลาอยู่ใช้งานจริงๆแค่ 60 ปี 
ถ้าเริ่มสร้างอาณาจักรตอนผู้นำอายุ 20ปี สร้างอีก 40 ปี ได้อยู่ใช้งานจริงๆก็ 
40-90 ปี ,นั่นคือภาพให้คิดง่ายๆ


บท 37 การสร้างสิ่งมหึมาขนาดนั้น ถ้าสร้างเรื่อยๆโดยไม่เร่งรัด ต้องกินเวลามากกว่า 10 ชั่วโคตร 
ถ้ารวมเอาความคิดในแง่ดีทุกข้อมารวมกันอาจจะลดลงเหลือแค่ 3 ชั่วโคตร แต่มนุษย์ 
ก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลงไปมากนักหรอก (อีกแล้ว)


บท 38 มีใครที่คิดจะสร้างอาณาจักรยิ่งใหญ่อลังการเพื่อลูกหลานรุ่นหลัง ถัดไปอีก 3 ชั่วคนบ้าง 
นอกจากคนที่มองเห็นอนาคตว่า อีก 3 ชั่วคนลูกหลานของเขาก็ยังคงได้ครองอำนาจ
และเป็นใหญ่อยู่ ถ้าสร้างปฏิมากรรมสุดอลังฯอันใดทิ้งไว้ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะมีใคร
มาแย่งไปครอบครอง แต่ถ้าพวกเขารู้ถึงอนาคตจริง เขาคงจะหลบหนีและรอดพ้น
จากหายะของพวกเขาได้ หรือ ที่เกิดมีปฏิมากรรมทั้งหลายเหล่านี้ขึ้นมา 
แปลความหมายได้ว่าพวกเขารับรู้ถึงอนาคต !!!


บท 39 ยิ่งเป็นผู้นำด้วยแล้ว ก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะสร้างไว้ให้ผู้อื่นครอบครอง 
ขนาดสายเลือดเดียวกันยังฆ่ากันเพื่อแย่งตำแหน่งผู้นำ ความยิ่งใหญ่ของคำว่าผู้นำ
(ของเหล่ามนุษย์)นั้นเขาย่อมทำเพื่อให้ตนเองเป็นใหญ่ที่สุดหนึ่งเดียวในยุคของตนเอง 
ฉะนั้นแล้วเหตุผลของกาลเวลา มันจะขัดแย้งกันกับสิ่งที่สามารถจะเป็นไปได้


บท 40 "อย่าได้ละเลยคำ ของคนโบราณ"
คำของคนโบราณบางคำมีความหมาย พวกเขาพูดต่อๆกันมาหลายชั่วอายุคน 
คนสมัยก่อนคำพูดเป็นใหญ่เหนือสิ่งอื่นใด ผู้เขียนจึงคิดว่า พวกเขาน่าจะพูดจากความจริง 
หรือเค้าโครงเรื่องจริง ถ้ายิ่งพูดกับผู้สูงศักดิ์อย่างเช่นกษัตริย์ ยิ่งหลอกลวงหรือพูดเท็จมิได้เลย....


บท 41 ถ้าดูจากภาพที่ถ่ายได้ทั่วโลก ผู้นำที่นำพาให้เกิดเมืองเหล่านี้ กินอาณาบริเวณของโลกทั้งใบได้ 
น่าจะมีอายุไม่ต่ำกว่า 2 หมื่น ปี !!!!+++
อย่าตกใจ ผู้เขียนยังไม่ได้บอกว่า ขี้ข้าก็ต้องมีอายุ 20,000 ปีเช่นกัน 
การที่บอกว่าเจ้านายมีอายุมากเท่าไหร่ ก็ไม่ได้หมายความว่าขี้ข้า จะต้องมีอายุเท่ากัน


บท 42 ลองนึกภาพแบบเอาเป็นเอาตาย (อีกครั้ง) ว่าถ้าโลกเราเคยมีดาวเคราะห์ทรายมาถล่มจริงๆ
และเราอยู่ในสถานการณ์ ณ ตอนนั้น มันจะเป็นอย่างไร การที่มีทรายปกคลุมอยู่ทุกที่ทั่วโลก
นั้นหมายถึงอะไร การถล่มของดาวเคราะห์ทรายต้องมีกระบวนการเผาไหม้ 
และฟุ้งกระจายทั้งโลก กระบวนการนี้ต้องกินเวลานับร้อยๆปี สิ่งมีชีวิตทั้งหลายที่อาศัยอากาศ
เป็นส่วนหลักในการดำรงชีวิต คงต้องสูญพันธุ์ โดยเฉพาะสัตว์ที่บินได้ทั้งหลาย ถ้าสมารถพิสูจน์ได้ว่า 
การคมนาคมของคนในยุคนั้นใช้อะไร เราจะเห็นภาพว่าพวกเขาอยู่กับอะไรมา 
และ มนุษย์ก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง


บท 43 ในยุคหนึ่งจนถึง ณ ตอนนี้ และในช่วงแรกที่เทคโนโลยีด้านการคมนาคม 
ยังไม่มีเครื่องจักรเข้ามาเกี่ยวข้อง มนุษย์ใช้แรงงานสัตว์เป็นหลักในการขนส่งมนุษย์
และการเดินทาง และหนทางก็ต้องอำนวยตามสิ่งที่ใช้เช่นเป็นทางหินหรือทางเกวียน 
เพื่อให้สัตว์ได้ใช้เดินทางได้สดวก เมื่อการคมนาคมพัฒนาไปถึงขีดหนึ่ง 
เราหันมาใช้เครื่องจักรในการเดินทาง ก็อีกหนะแหละ หนทางก็ต้องอำนวยตามสิ่งที่ใช้คือ 
พัฒนาทางขึ้นไปเป็นทางราดยางหรือคอนกรีตเพื่อรองรับการใช้งานของรถยนต์ (เครื่องจักรนั้นๆ) 
แล้วถ้าคนในสมัยก่อน ไม่มีร่องรอยการอำนวยหนทางตามสิ่งที่ใช้ละ...หรือพวกเขาไม่เดินทาง (แบบเรา)
เส้นทางการเดินทางของมนุษย์ยุคปัจจุบันถูกพัฒนาให้มีเส้นทางการคมนาคมอย่างกว้างขวาง 
นั่นคือมนุษย์โดยทั่วไปทั้งโลกในตอนนี้ มีการคมนาคมทางบกเป็นหลัก


บท 44 เช่นกัน ถ้าเราสามารถพิสูจน์ซากใต้น้ำได้ว่า การคมนาคมของคนในสมัยนั้นมีถนนหนทาง
ขวักไขว่เหมือนคนในสมัยนี้ แสดงว่าอย่างน้อยพวกเขาก็คงจะมีเครื่องจักรกลเป็นหลัก
อีกอย่างหนึ่งเพื่อใช้ในการเดินทาง  แต่ถ้าไม่มีเลย ละ? 
เท่าที่เห็ภาพ พอจะเดาได้ว่า เส้นสายส่วนใหญ่น่าจะเป็นการชลประทานทางน้ำมากกว่า 
นั่นหมายถึงพวกเขาใช้การเดินทาง ทางน้ำเป็นหลักใช่หรือไม่ หรืออาจจะมีเหตุมาจากหลายอย่าง
ถ้าเราไม่เห็นร่องรอยอย่างที่หนึ่งอยู่เลย หรือเห็นอยู่น้อยมาก ซึ่งขัดแย้งกับอีกสิ่งหนึ่งซึ่ง
อยู่ในยุคเดียวกันที่มีมากกว่าและ ยิ่งใหญ่กว่า เช่น การชลประทานมีการสร้างแบบอลังการ
ใหญ่โตเอาเป็นเอาตาย แต่การคมนาคมทางบกหรือถนนหนทางมีน้อยมากหรือ ขนาดเล็กๆมากๆ 
หรือ แทบจะไม่มีให้เห็นในระยะไกลๆ (เช่นข้ามรัฐ หรือข้ามประเทศ) เลย มีเฉพาะในเมืองหรือหมู่บ้าน 
ที่มนุษย์สามารถเดินไปเองหรือใช้สัตว์เพื่อเดินทางไปถึงกันได้โดยไม่ใช้เวลานาน เท่านั้น 
นั่นแสดงให้เห็นถึงอะไร
พวกเขาเลือที่จะใช้การคมนาคมทางน้ำเป็นหลัก หรือ พวกเขาเลือกที่จะไม่ใช้การคมนาคมทางบกเป็นหลัก ....?


บท 45 ไม่ใช่ซะทีเดียว การที่เห็นการชลประทานที่ยิ่งใหญ่เหนือกว่าการคมนาคมขนส่งทางบก 
นั่นไม่ได้หมายความว่า พวกเขาเลือกใช้การคมนาคมขนส่งทางน้ำเป็นหลักเสมอไป 
การขนส่งทางน้ำ ตามรูปที่ได้น่าจะเป็นการขนส่ง สิ่งของที่ใหญ่และหนัก 
และมีรูปร่างเป็นสี่เหลี่ยมจตุรัส แต่ถ้าสิ่งของที่เบาๆอย่างเช่นมนุษย์ละ 
ถ้าในสมัยนั้นพวกเขาไม่ได้สร้างถนนหนทางเพื่อการคมนาคมทางบกเป็นหลัก พวกเขาขนส่งตัวเองกันทางใด 


บท 46 ถูกต้อง..ทางอากาศ
"มนุษย์ ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง" มนุษย์ทุกวันนี้มีรถก่อนจะพัฒนาไปเป็นเครื่องบินพานิชย์ขนาดใหญ่ 
แต่ก่อนหน้านั้นเรามีเครื่องร่อนและบอลลูนก่อน และไม่ว่าจะมีอะไรมาก็ตามแต่ 
มันนำมาซึ่งการค้นคว้าและพัฒนา จนทำให้เกิดมีการสร้างถนนหนทางกันเต็มทวีปเต็มโลก 
เพื่อการคมนาคมติดต่อสื่อสารกันนั่นแสดงถึง มนุษย์ยุคนี้ ใช้เครื่องจักรกลเป็นหลัก 
และการที่เกิดมีการพัฒนาจนมาถึงการใช้เครื่องจักรกลเพราะเราไม่สามารถเดินทางด้วยตัวเอง 
แบบที่เครื่องจักรกลทำได้


บท 47 ที่มนุษย์ต้องหมกมุ่นค้นคว้าวิจัยชั่วลูกชั่วหลาน เพราะเราไม่มีในสิ่งนั้นๆ 
ถ้าไม่มีการค้นคว้าละ ? นั่นคือมนุษย์มี หรือควบคุมสิ่งนั้นๆอยู่กับตัวได้อยู่แล้วใช่ไหม 
ถ้าเราพิสูจน์ได้ว่า ไม่มีการคมนาคมทางบกในระยะไกลๆ มากๆ ของคนในสมัยก่อน 
และพิสูจน์ได้ว่าพวกเขาไม่เคยได้พยามจะค้นคว้าและวิจัย วิชาเกี่ยวกับเครื่องจักรกลเลย 
นั่นหมายความว่าอย่างไร...
นั่นหมายถึงพวกเขาไม่ต้องการ ,ไม่สนใจเครื่องจักรกล 
และพวกเขาไม่ต้องการการคมนาคมทางบกที่ไกลๆเพราะพวกเขามีสิ่งที่เหนือกว่าอยู่แล้ว??


บท 48 นั่นแสดงให้เห็นว่า มนุษย์ในสมัยนั้น มีการคมนาคมทางอากาศที่ไม่ใช้เครื่องจักรกลใช่หรือไม่ 
แล้วการคมนาคมทางอากาศที่ว่ามันทำอย่างไร ให้ไปนึกเอาเอง 
- กอระนี ที่หนึ่ง มนุษย์บินเองได้ และทุกวันนี้ มนุษย์บางตัว ก็ยังคงบินเองได้อยู่
- กรณีที่สอง สัตว์โลก บินเองได้ และทุกวันนี้สัตว์โลกบางชนิดก็ยังบินเองได้อยู่
อันไหนตอแหลอันไหนจริง ..มนุษย์ มีอย่างเดียวที่เหนือกว่าสัตว์โลกทุกตัวคือ 
ความสามารถในการ บังคับ-ขู่เข็ญ อุ๊ย.. ต้องใช้คำให้เหมาะสวาม ว่า อบรม-ฝึกสอน 
สัตว์ต่างๆให้ทำตามคำสั่งของตนเองได้ และการที่มนุษย์จะคิดกลอุบายให้สัตว์เหล่านี้แยกแยะ 
ระหว่างอาหารกับเจ้านายก็เป็นเรื่องที่ง่ายๆสำหรับมนุษย์เช่นกัน


บท 49 ไม่ว่าจะเกิดหายนะร้ายแรงเพียงใด ก็ยังมีสิ่งมีชีวิตหลงเหลืออยู่บนโลกนี้ 
ถ้าเป็นไปตามที่ผู้เขียนเข้าใจคือ 
- ผืนดิน ณ ปัจจุบันคือพื้นที่ ที่สูงสุดๆมีป่าเขารกทึบไม่มีใครอาศัยอยู่ 
ฉะนั้นแล้วผู้ที่เหลือรอดในเหตุการณ์ตรงนั้นก็คือเหล่ามนุษย์ผู้ชอบอาศัยอยู่บน
พื้นที่สูงตามป่าเขา (หรืออาจจะไม่มีใครรอดเลยก็ได้) แต่ถ้ามีคุณคิดว่าเผ่าพันธุ์ของใครใคร


บท 50 คนจีน - คือเผ่าพันธุ์หนึ่งที่มี เทือกเขาเหล่ากอ ชอบอาศัยอยู่บนที่สูงตามป่าเขา
คนจีน - มีการทำมัมมี่ (ถ้าได้อ่านบทความเรื่องโลกใหม่จะพอเข้าใจการทำมัมมี่
ในความหมายของผู้เขียน)
คนจีน - มีคำอวยพร กษัตริย์ อายุยืน หมื่นปีหมื่นๆปี (เข้าเค้ามะ ?)
คนจีน - มีการใช้แรงงานคนในการสร้างปฏิมากรรมที่อลังฯที่สุดในยุคใหม่ 
(เหมือนกับมีดีเอ็นเอชอบของใหญ่ๆตกทอดมา)
อันนี้ผู้เขียนไม่ได้หมายความว่า คนจีนคือผู้สร้างเมืองที่สาปสูญ ..ถ้าสถานที่ ที่ไม่มีใครเขาอยากอยู่กัน 
หรือไม่สามารถจะไปทนอยู่แบบชั่วลูกชั่วหลานได้ คือสถานที่ ที่อยู่รอดได้ในยุคต่อไปละ ?


บท 51 ดูจากภาพทั้งหมดที่รวบรวมได้ ถ้าบอกว่า แอ๊ตแลนตีส คือเมืองที่สาปสูญ ผู้เขียนขอบอกไว้เลยว่า 
โลกนี้ทั้งโลกก็คงเป็นแอ๊ตแลนตีส เพราะเมืองที่สาปสูญมีร่องรอยจากภาพถ่ายอยู่ทั้งโลก 
อย่าได้พากันหลงไหลในทรัพยากรที่เหลืออยู่ ถ้าสิ่งเหล่านั้นในปัจจุบัน 
เป็นสิ่งที่คนสมัยก่อนต้องการอยู่บ้าง เราน่าจะเห็นปฎิมากรรมสุดอลังฯอย่างเช่นเหมืองแร่โบราณ 
หลงเหลืออยู่บนพื้นที่สูงโคตรๆ ณเมื่อก่อน ที่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล ณ บัดนาวบ้างซิ
ที่ผู้เขียนคิดอีกอย่างคือ ทรัพยากรที่เรามี (กัดกัน แย่งกัน อย่างไอ้ตูบ) ณ ตอนนี้
ช่างมหาศาลและทรงคุณค่า (ทางการเงิน) แต่ของจริงที่แจ่มยิ่งกว่า อยู่ใต้ทะเล ณ ดินแดน
ที่สาปสูญต่างหากเล่า


บท 52 ถ้ามองภาพว่า โลกนี้คือเมือง เมืองหนึ่ง ผู้นำเข้มแข็งสุดๆ จากการที่ขยายอาณาจักรไปได้ทั้งโลก 
อาณาจักรที่ใหญ่ยิ่ง ประกอบไปด้วยอะไรบ้าง "มนุษย์ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง" (อีกและ)
1 เมืองหลวง
2 หัวเมือง
3 เมืองขึ้น
4 ชนกลุ่มน้อยเร่ร่อน


บท 53 ถ้าดูตามภาพความเข้มแข็งของเมืองนั้นในโลกนี้ ไม่น่าจะมีข้อ4 หลงเหลือ 
ทุกอย่างน่าจะเป็นเอกภาพ และน่าที่จะเป็นนิรันดร์ แต่ ...?
จากข้อสันนิฐานในการสร้างปฎิมากรรมสุดอลังฯ ที่ผู้เขียนเคยบอกไว้ 
ทุกเส้นสายที่เห็นมีความเป็นไปได้มากที่สุดคือ การชลประทาน เพราะอะไร ก็รู้ๆอยู่ว่า 
ถ้าที่ไหนมีน้ำก็มีสิ่งมีชีวิต มีเมือง มีอุตสาหกรรมและความเจริญ 
แต่การชลประทานของคนในสมัยนั้น คงไม่ได้เป็นไปเพื่อการอุปะและบริโภคเพียงอยางเดียว


บท 54 การที่ทำคลองได้ใหญ่กว่าแม่น้ำเจ้าพระยาของบ้านเรา 8-12เท่านั้นแสดงว่าพวกเขา 
ต้องทำไว้เพื่อเหตุผลอย่างอื่นด้วยและการที่ทำใหญ่ขนาดนั้น ก็อาจจะทำเพื่อรองรับอะไร 
ใหญ่ๆ หลายๆอย่าง คงไม่ใช่ทางที่ทำแค่ให้เรือสัญจร แต่อาจจะเป็นการใช้สัญจรของ 
หิน ขนาดใหญ่ เช่น หินที่ไว้สร้างปราสาท หรือพีรามิต การเคลื่อนย้ายวัตถุขนาดใหญ่ 
ทำได้ยาก แต่ถ้าลอยไปตามน้ำจะเคลื่อนที่ได้ง่ายและเร็วกว่าการเคลื่อนที่บนบก 


บท 55 การที่ทำทางน้ำเป็นบล๊อค สี่เหลี่ยม เพราะพวกเขาไม่ได้ตัดหินเป็นรูป แปดเหลี่ยม! (กวน) 
การลากหินสี่เหลี่ยม ผ่านทางน้ำสี่เหลี่ยมจึงไม่ต้องทำการเลี้ยวซ้าย-เลี้ยวขวา 
เพียงแต่เปลี่ยนตำแหน่งในการลากหรือเปลี่ยนระบบทางน้ำไหล หินก็จะไหลไปเอง 
อ่านะ อันนี้อาจเป็นไปได้ ไอ้ตอนที่ใช้งานไม่เท่าไหร่หรอก ใครก็คิดได้ 
แต่ไอ้ตอนที่สร้างทางน้ำไหลเนี้ยะซิ เขาพากันทำได้ยังไง ?


บท 56 ถ้ามีใครโกยทรายออกจากพีรามิตใน อียิปต์ ได้หมด เราคงได้รู้บ้างแหละว่าเขาใช้อะไร
ในการสร้างทางน้ำไหล หรือคงได้เห็นว่าทางน้ำไหลที่พวกเขาได้สร้างไว้มันใหญ่โตขนาดไหน 
และมีรูปร่างเป็นยังไง ผู้เขียนกำลังคิดว่า ความลับของวิธีการและการขนย้ายหินเพื่อสร้างพีรามิต 
มันอยู่ใต้ผืนทรายหนะแหละ


บท 57 เขียนมาถึงตรงนี้ อ่ามาถึงตรงนี้ แล้วใครมีคำถามกับตัวเองแบบผู้เขียนบ้าง 
ผู้เขียนกำลังงงเพราะเขียนวกไปวนมา คนอ่านก็คงกำลังงงเพราะยังจับใจความไม่ได้ 
และเราจะ งง ไปพร้อมๆกัน (หึหึ)
ผู้เขียนมีคำถาม และคำตอบ (ในความคิดของตัวเอง)


บท 58 ถ้าเราบอกว่าคนสมัยก่อน ใช้น้ำในกระบวนการชลประทานเพื่อการขนส่งหิน
ขนาดใหญ่ไปทำพีรามิตและปราสาท แล้วปราสาทเขาแถวบ้านเราละ มีน้ำที่ไหนพาไปส่ง ?
คำตอบ - ..การขนย้ายทางน้ำน่าจะเป็นการขนย้ายที่ขนาดใหญ่มากๆ 
ปราสาทหินแถวบ้านเราก็หินขนาดใหญ่ แต่ก็เล็กกว่าเขามาก จนสามารถใช้อย่างอื่นขน แทน ได้ ..


บท 59 ทำไมปราสาทแถวบ้านเรามาสร้างไว้บนพื้นที่ ที่บอกว่าเคยเป็นที่ ที่สูงที่สุดมาก่อน 
ผู้เขียนขออภัยไว้ล่วงหน้าในบทความตอนนี้ ถ้าผู้เขียนเขียนอะไรผิดพลาดลงไป 
เพราะไม่ได้ศึกษามามากนัก ในด้านปราสาทของภูมิภาคเรา 
แต่มีข้อคิดให้ผู้อ่านได้ไปตีความกันเอาเอง 
"มนุษย์ก็ยังคงไม่แตกต่างกันมากนัก"


บท 60 เราเคยอ่านนิทานชาดกโบราณกันมากล่าวถึงดินแดน หิมพานต์ ณ เขาไกรลาศ 
ซึ่งเป็นสถานที่ ที่สูงมากๆเฉียดแดนสวรรค์ หรือแดนชมพูทวีปซึ่งมีแต่เทพเจ้า
และสัตว์ในตำนาน เช่น กินรี ,มังกร ,กิเลนบินได้ ฯลฯ อาศัยอยู่ ณ ดินแดนนั้นอาจเป็นที่นี่ 
(ของเราตอนนี้) ก็เป็นได้ ถ้าเมื่อก่อนแถบบ้านเราคือดินแดนลับแล 
เกินกว่าบุคคลธรรมดาจะค้นหาเจอ หรือขึ้นมาอาศัยอยู่ได้ ซึ่งเต็มไปด้วยเวทมนต์ 
และพลังงานศักดิ์สิทธิ์ อย่าได้ไปคิดมากกับจุดนี้ผู้เขียนอยากให้ตั้งข้อสังเกตว่า 
สถานที่ ที่เป็นของมนุษย์ธรรมดาผู้มีความหิวกระหายอยู่กันนั้น ต้องมีอะไรบ้าง
1 ต้องมีน้ำ ระบบชลประทาน คลอง ร่องน้ำ ฯ
2 มีระบบแสงสว่าง เช่นที่จุดเทียน หรือที่ให้แสงสว่างอย่างเป็นหลักเป็นฐาน
และมีจำนวนมากพอๆกับมนุษย์ที่มี
3 มีสถานที่รับประทานอาหาร หรือทำอาหาร เช่น โต๊ะนั่ง ห้องครัว ที่กินข้าวที่หุงหาอาหาร ฯ 
4 มีระบบขับถ่าย ชำระล้าง เช่นห้องส้วม หรือห้องอาบน้ำ 
หรืออะไรที่แสดงให้เห็นว่าเป็นที่ปลดทุกข์ของคนสมัยก่อน 
(เอ๋..หรือว่าเขาจะกินอย่างเดียวแต่ไม่เข้..)


บท 61 1 พีรามิตเรารู้ว่าเป็นที่ฝังศพ ถ้าได้อ่านบทความเรื่องโลกใหม่ 
จะเข้าใจว่าผู้เขียนมองการทำมัมมี่ไว้ว่า เป็นการกลับมาใหม่อีกครั้ง 
ฉะนั้นแล้ว ถ้าคุณจะเก็บสิ่งใดไว้ เพื่อรอการกลับมาใหม่อีกครั้ง 
คุณจะเก็บไว้ในตู้เซฟ หรือตู้กับข้าว ..
เหมือนกันแหละ ถ้าเราจะเก็บสิ่งมีค่าไว้และต้องต่อสู้กับกาลเวลาแสนยาวนาน 
เพื่อการกลับมาใหม่ คุณจะต้องเลือกเก็บไว้ในที่ ที่เซฟสุดๆ 
ฉะนั้นแล้วสถานที่ ที่พวกเขาเลือกเก็บและสร้างพีรามิต คือสถานที่ที่เซฟสุดๆในสมัยนั้น 
(และมันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ) เซฟสุดๆคืออะไร ? 
ความสูงสุดๆก็คือหนึ่งในปัจจัยที่เซฟสุดๆเช่นกัน
2 เรารู้ว่าพีรามิต คือที่เก็บศพ เพราะมีศพ ใช่ ถ้าไม่เจอศพก็คงคิดว่าเป็นที่ฝังสมบัติ 
ผู้เขียนอยากให้สังเกตง่ายๆ มนุษย์ก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลงหรอกนะคัฟฟฟฟฟ
หลุมศพทุกวันนี้มีอะไรเมื่อก่อนก็อย่างนั้นแหละ มีดอกไม้เครื่องบูชาของประดับติดตัวเวลาตายฯ 
คงไม่มีใครไปสร้างโรงอาหารไว้ตรงกลางหลุมศพเพราะคงไม่มีคน(จริงๆ)ไปกิน 
แล้วให้เดาได้เลยว่า ในพีรามิตคงไม่มีปัจจัยที่ 1 ระบบน้ำ 
ปัจจัยที่ 2 ระบบแสงสว่างคงมีอยู่บ้างแต่ก็น้อยเพราะไม่ได้ทำไว้ให้คน(จริงๆ)อยู่
ปัจจัยที่ 3 การหุงหาอาหาร ปัจจัยที่ 4 ระบบชำระล้างและการขับถ่าย 
เพราะพวกเขาคงไม่ทำส้วมหรือที่อาบน้ำ ไว้ให้คนตายหรอกใช่ไหม 
นอกจากทำไว้ให้ผู้ดูแลและเฝ้าศพ เช่นยามเท่านั้น 
นั่นคือพื้นฐานที่แสดงให้เห็นว่า ที่เหล่านั้นคือที่ฝังหลุมศพของมนุษย์ 
แล้วถ้าเป็นของเทพละ ..?
3 จากข้อสันนิฐานของพีรามิต เราเอามาใช้กับปราสาทของบ้านเราได้ไหม 
แล้วเราจะเก๊ตมากขึ้นหรือเปล่า ว่าสถานที่ของบ้านเรานี้คือสถานที่ 
ที่คนโบราณเขาคิดว่าเซฟสุดๆแล้ว และอาจจะเป็นไปได้ไหมว่า 
ปราสาทของบ้านเราไม่ได้สร้างไว้ให้คน(จริงๆ)อยู่ ?

บท 62 คราวนี้มาถึงเรื่องการสร้างปราสาทแถวบ้านเรา ตามนั้นเลยผู้เขียนขี้เกียจอธิบาย...
หินแถวบ้านเราเป็นก้อนแต่ก็เล็กกว่าหินที่ไปสร้างพีรามิตอยู่มาก 
นั่นมีความหมายได้หลายอย่าง เราเห็นร่องรอยการขนย้ายหินเพื่อนำขึ้นมาสร้างปราสาท
หรือไม่ คนโบราณฉลาดมากในการสร้างปฏิมากรรมสุดอลังฯ 
แต่การลากหิขึ้นที่สูงอย่างน้อยต้องมีร่องรอยหลงเหลืออยู่บ้าง การทำลานสไล้ด์ 
หรือจุดของกระเช้าลอยฟ้า (-__-") แม้แต่คนในสมัยนี้ยังจนปัญญาที่จะทำได้ 
นั่นเพราะคนในสมัยนี้ไม่มีผู้ช่วย ! 


บท 63 ถ้าจะเอาหินขนาดใหญ่ขึ้นภูเขาแบบไร้ร่องรอยได้ คุณคิดว่าเอาขึ้นไปยังไง ? 
มีวิธีเดียวคือโยนขึ้นไปหรือเอาขึ้นไปทางอากาศ แล้วใครจะหอบขึ้นไปทางอากาศได้ละ 
ไม่มีเวทมนต์ใดๆมีอยู่อย่างเดียว ที่พอเป็นไปได้ คือ ความคิดบ้าๆของผู้เขียนเองที่เคยบอกไว้ว่า 
สัตว์เทพเจ้าที่เขาสร้างไว้ตามปราสาทนั่นแหละ คือผู้ช่วยของมนุษย์ ซึ่งพวกเขา(บางองค์)
มีความสามารถบินได้และตัวใหญ่ พอที่จะช่วยกันหิ้วหอบหินซึ่งไม่ใหญ่มาก 
อาจจะ2องค์ต่อหนึ่งก้อนได้ หรือยังไงก็ตามแต่......จะจินตนาการ
แล้วผู้ช่วยเหล่านหายไปไหนกันหมด ถ้าพวกเขาจากไปพร้อมๆกับดินแดนสุดอลังฯทั้งโลกเมื่อตอน 
ดาวเคราะห์ทรายลงมาถล่มโลกละ เป็นไปได้ไหม ?


บท 64าถึงเรื่องของหลักฐานที่เกี่ยวพันกันอย่างมากมาย กับประเภณีปฎิบัติ (เกือบ) ดั้งเดิม
เรื่องนี้จะเริ่มต้นด้วยคำถาม และต่อท้ายด้วยนิทาน 
1 เมืองที่เป็นหัวเมืองและเมืองขึ้น มีความเป็นไปได้สูงที่จะนำประเภณี
และรูปแบบการปฎิบัติ ของเมืองหลักใช่หรือไม่
ใช่ - โดยปรกติแล้ว เมืองที่เป็นเมืองขึ้นหรือหัวเมืองก็จะนำรูปแบบและ
ประเภณีปฏิบัติบางอย่างไปใช้เช่น ถ้ากษัตริย์หรือเจ้าเมืองหลักเดินทางมาเยือนหัวเมือง 
คำอวยพรที่ใช้ต้อนรับก็จะต้องเป็นคำเดียวกันกับที่เมืองหลักใช้
ไม่ - เพราะเรายังคงใช้ประเภณีดั้งเดิมเราอยู่ทุกอย่าง แต่ต้องใช้รูปแบบ
ของเมืองหลักบางอย่างเท่านั้นเหตุเพราะเราไม่ควรจะทำตัวแปลกแยกจากเมืองขึ้นอื่นๆ 
แต่ประเภณีบางอย่างสำหรับบางคนเท่านั้น เช่นที่เมืองหลักใช้กับ 
กษัตริย์หรือเจ้าเมืองเมื่อเดินทางมาเยือน
2 เมืองที่มีความเจริญรุ่งเรืองที่สุด คือเมืองที่มีอำนาจความสามารถควบคุมเมืองต่างๆ
ให้มาเป็นหัวเมือง หรือเมืองขึ้นได้ใช่หรือไม่ ?
ใช่ - เพราะเมืองที่เจริญรุ่งเรืองที่สุด คือเมืองที่มีความสามารถทางด้าน 
วิศวกรรม และเทศโนโลยี ซึ่งนำพาขีดความสามารถได้ทุกทิศทาง เช่นการทหาร 
และอาวุธ ที่ใช้ในการสงครามและควบคุมเมืองอื่นๆ
ไม่ - คนบางกลุ่มแยกตัวออกจากเมืองใหญ่ๆ เพื่อที่จะหลีกหนีอำนาจเหล่านี้ 
ไปอยู่ในที่ที่พวกอำนาจเหล่านี้ไม่ต้องการหรือไปไม่ถึง


บท 65 นิทานเรื่อง "ใครหว่า"
"ใครหว่า" คือชื่อของมนุษย์ผู้ปกครองของโลกใบหนึ่ง ซึ่งมีความเป็นผู้นำ สูงสุด 
"แต่มนุษย์ก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง"
อาณาจักรของเขากินบริเวณกว้าขวาง มีความเจริญในเทคโนโลยีขั้นสูงสุด 
พวกเขาได้รับรหัสจากกาลเวลา ให้เป็นผู้ที่สามารถอวตารได้ แต่ถ้าพวกเขาผิดต่อกาลเวลา 
กาลเวลาจะเอารหัสทั้งหมดกลับคืนไป เมื่อวันเวลาผ่านไป การอวตารมีไว้สำหรับผู้มีอำนาจในมือ 
เมื่อมนุษย์อยู่เหนือกาลเวลา ความผยองก็เกิดขึ้นเพราะไม่รับรู้สถานะของตนเอง 
เกิดความไม่เป็นธรรม เพราะผู้ที่มีอำนาจอยู่ในมือ ใช้การมีชีวิตที่ยืนยาวไว้เป็นเครื่องมือ 
เพื่อความยิ่งใหญ่ของตนเอง กาลเวลาได้ส่งสัญญาณ บอกพวกเขา ว่าจะมาทวงเอารหัสคืน "ตลอดกาล"
"ใครหว่า" ผู้นำอันผยองที่ครั้งหนึ่งเคยกราบกราน ใคร่ต่อกลอนกับกาลเวลา 
เมื่อการตายไม่ใช่จุดสิ้นสุดของการอวตาร ก็ไม่มีการจากไปเกิดขึ้นกับเขาแน่นอน 
เขาได้เกณฑ์กำลังความสามารถทุกอย่างที่เขามีอยู่ในกำมือ เพื่อก่อสร้างปราการไว้ท้าทายและต้อนรับ 
การมาเอาคืนของกาลเวลา เมื่อกาลเวลาจะมาถึงยังอีก20,000ปี 
พลังงานความบริสุทธิ์ของจิตวิญญาณนั่นคือสิ่งเดียวที่คู่ควร แต่เขากลับเห็นว่า ปฏิมากรรมอันสุดยิ่งใหญ่
ต่างหากเล่าคือสิ่งที่ต้านทานได้และทุ่มเทเวลาที่เหลือเพื่อมัน 
แต่การสร้างปราการรองรับทุกอย่างนั้นต้องใช้เวลาหลายแสนปี  
ต้องสร้างทางน้ำ เพื่อขนถ่ายหินขนาดใหญ่ ไว้สร้างเขื่อนเก็บกักน้ำและปราการของอาณาจักร 
ในเวลาอันรวดเร็วการใช้มนุษย์ธรรมดานั้น งานคงไปไม่ถึงไหนแน่ๆ
เขาจึงต้องใช้ "ผู้ช่วย" ที่มีขนาดใหญ่มากๆ และต้องใช้ขั้นตอนในการฝึกสอน เพื่อให้เชื่อง 
สัตว์ที่มีขนาดใหญ่ ต้องใช้สถานที่ฝึกขนาดใหญ่ และใช้ระยะทางยาวๆ 
เพื่อง่ายต่อการเลี้ยงโดยไม่ต้องขนย้าย สัตว์ที่ว่านี้ใช้ฟันและเล็บตะกุยดิน 
เพื่อทำระบบคลองชลประทานจตุรัสขนาดใหญ่ทั่วทุกหนแห่ง 
และสัตว์ที่มีเล็บและเขี้ยว ไม่ได้กินพืชเป็นอาหาร
แบบที่ 1 เมื่อการสร้างคลอง 1เมตร ใช้เวลา 30 วันและใช้แรงงานคน 100 คนทั้งวันทั้งคืน
เพื่อให้เสร็จโดยเร็ว จนคน 100 คนตายเกือบหมด พวกเขาตายแบบทรมาน 
เพราะกว่าจะตายต้องเหนื่อย 30 วันจนตายกินก็ไม่อิ่มนอนก็ไม่อิ่ม
แบบที่ 2 เมื่อการสร้างคลอง 100 เมตร ใช้เวลา 1 อาทิตย์ และใช้แรงงาน "ผู้ช่วย" 1ตัวใหญ่ๆ 
แต่ต้องใช้อาหารในการเลี้ยงดูปูเสื่อมันจำนวน 1,000 ชีวิต
และแล้ว "ใครหว่า" ก็เลือกเอาอย่างที่สอง เพราะเขาถือว่าจะสร้างแบบไหนก็ ตาย คือกัน 
แต่แบบที่สอง ไม่ต้องไปแบบเหนื่อยและทรมาน ..............
แล้ว...กาลเวลาก็เดินทางมาทวงของของท่านคืน.......ตลอดกาล และแน่นอน 
เกิดมีสะสารจำนวนมหาศาลเกินกว่าที่จะคิดคำนวนได้ มาแทนที่น้ำที่มีบนโลกของเขา 
เกิดการปริของเปลือกโลก ทำให้น้ำที่มีอยู่ใต้ดินผุดขึ้นมาเพิ่มจนน้ำที่มีอยู่เดิมเพิ่มสูงขึ้นอีก "มหาศาล" 
ไหลทะลักทุกทิศทางท่วมโลกและอาณาจักรของ "ใครหว่า" ไม่มีตำราการอวตาร(ในน้ำ) 
มีแต่การสื่อสารทางโทรจิตที่อยู่ได้ในทุกสถานะ ทุกโลกทุกที่ บนบก และในน้ำก็เช่นกัน "ใครหว่า" 
ยังคงพยามสื่อสารออกมา และพวก..พวก..พวกเขาทั้งหลายยัง
พยามที่จะค้นหาทางออก จากเขาวงกตที่ไม่สิ้นสุดของพวกเขาเอง ...........


บท 66 สิ่งที่ผู้กุมอำนาจ ได้พากเพียรสร้าง(หายนะ)มานั้น มีความหมายหรือไม่ 
คำตอบก็อย่างที่หลงเหลือให้เราได้เห็นกันในทุกวันนี้ 
อย่าไปคิดมากมันคือนิทาน ..


บท 67 และนิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า พวกที่อยู่รอด ในโลกใหม่ ณ ตอนนั้น 
คือพวกที่ตอบว่า "ไม่" ในคำถามก่อนหน้านิทานเรื่องนี้ !  (เอ้า ! รีบถอยสกรูกลับไปอ่านใหม่เร๊วว)
พวกเขายังคงหลงเหลือประเภณีปฏิบัติตั้งเดิมมาบ้าง ผ่านช่วงเวลาพันปีหมื่นปีแสนปี 
และแทบจะทุกอย่างลบเลือนจางหาย เนื่องจาก กาลเวลาเอาคืน !!!


บท 68 เคยสงสัยบ้างไหมว่า พวกสัตว์น้ำเช่นปลาโลมาหรืออะไรก็ตาม เขามีการสื่อสาร
โดยการใช้คลื่นความถี่สูง ,ต่ำหากัน ใช่ นั่นเพราะพวกเขาไม่สามารถสื่อสารกันทางอากาศได้ 
เพราะมีน้ำเป็นตัวกลาง  แต่ใครเป็นผู้สอน หรือ พวกเขาเคยสื่อสาร กับใคร 
พลังงานที่ไหน ณ สถานที่ ที่พวกเขาอาศัยอยู่ หรือพวกเขากำลังพยามจะนำสารอะไร 
จากใคร มาบอกอะไรกับเราหรือไม่ ...
พวกเขาทำสิ่งเหล่านั้นเป็นได้อย่างไร หรือเพราะพวกเขาเป็นร่างแฝงของใคร ..
มีนักวิทยศาสตร์หลายกลุ่ม พยามแปลภาษาของปลาโลมา 
ผู้เขียนคิดว่าพวกเขาแปลได้บ้างแล้ว แต่พวกเขาไม่อยากจะเชื่อในภาษาที่พวกเขาแปลออกมาได้ 
ว่า พวกโลมาจะสื่อสารกับพวกเขาว่าอย่างนั้น(อะไรก็ตาม)ได้จริงๆ 
มนุษย์ไม่เคยหรือไม่พยามจะเข้าใจตัวตนและรับรู้สถานะของตนเองเลย นั่นเพราะ ..
"มนุษย์ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง"


บท 69 สิ่งที่เล่ามาทั้งหมดนี้ไม่มีในบันทึกประวัติศาสตร์ นั่นคือ 
มันเกิดขึ้นในยุคก่อนประวัติศาสตร์ใช่หรือไม่ เท่าที่ผู้เขียนรู้ในยุคประวัติศาสตร์เริ่มขึ้นเมื่อ 
สามถึงสี่พันปีมานี่เอง และเมื่อสาม-สี่พันปีที่แล้วโลกมนุษย์มีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร 
แตกต่างจากทุกวันนี้มากน้อยเพียงใด ถ้าสามถึงสี่พันปีก่อนที่ว่า เมืองเหล่านี้ก็ยังคงจมอยู่ใต้น้ำ 
ไม่ได้อยู่บนบกมาก่อน นั่นคืออะไร มนุษย์หรือ ธรรมชาติคือผู้เขียนประวัติศาสตร์ 
ถ้าธรรมชาติคือผู้เขียนประวัติศาสตร์จุดเริ่มของประวัติศาสตร์จนถึง ณ ปัจจุบันนี้ 
คือสิ่งที่เกิดขึ้นตามกาลเวลาที่โลกนี้เป็นไป แต่ถ้ามนุษย์คือผู้เขียนประวัติศาสตร์ 
มนุษย์คงต้องใช้คำว่า "ยุคเริ่มต้นของประวัติศาสตร์ครั้งที่เท่าไหร่มิทราบได้" (อีกแล้วครับทั่น) ......


บท 70 เหล่าบรรดาผู้มีอันจะรับประทาน ผู้เป็นเจ้าของและใช้ดาวเทียมทั้งหลาย 
ทำไมไม่ออกมาเปิดเผยให้ชาวโลกได้รับรู้กันไปเลยว่า มีเรื่องราวอะไร
อยู่บนโลกเราบ้าง ด้วยเทคโนโลยีการถ่ายภาพ อินฟาเรด อินฟาเขียวอะไรก็ว่าไป
จุดประสงค์เพื่อการกระตุ้น ให้มนุษย์โลก ณ ตอนนี้ รับรู้สถานะของตนเองว่า 
ความยิ่งใหญ่ที่ตนเองมีนั้น ขนาดไหน และข้ามกาลเวลาเพียงใด ถึงกระนั้นแล้ว
สามารถเอาชนะพลังของกาลเวลาได้หรือไม่ เพราะคำตอบและสิ่งที่เป็น ที่ได้คือ 
ไม่มีทางเลย...กาลเวลาคือผู้สร้างและผู้ทำลาย แน่นอน.. เทพเจ้าคือกาลเวลา 
แต่กาลเวลาไม่ใช่มนุษย์ผู้ใดหรือหน้าไหนทั้งสิ้น ..........
เวลานี้ ณ ตอนนั้น มนุษย์กำลังสถาปณาตนเองว่าเป็นพระเจ้าอยู่หรือไม่ 
เพราะคำตอบที่ได้คือ ไม่มีทางเลย...เช่นกัน


บท 71 "มนุษย์ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง"
"จุดจบของมนุษย์ก็ยังคงไม่...?....?"


บท 72 เมื่อผู้เขียนเริ่มแหงนหน้ามองขึ้นฟ้า คำถามมากมายยังไม่ทันได้ถูกส่งออกไป 
กลับได้รับคลื่นพลังงานอันยิ่งใหญ่ตอบกลับมา 
"ลูกเอ๋ย...อย่าได้ไปใส่ใจอะไรมากมาย....นั่นเมืองคนบาป"




สวัสดี


53 ขั้นตอนต่างๆช่วงที่ 1

ไม่มีความคิดเห็น: