Translate

วันพฤหัสบดีที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ค้า ค่า(ฆ่า) มนุษย์

ค้า ค่า(ฆ่า) มนุษย์
บทสรุปในทุกเรื่อง ที่มนุษย์ควรรับรู้ "ไม่มีเรื่องบังเอิญในโลกนี้ และ ยิ่งกว่าบนห้วงจักรวาล"
ทุกสิ่งล้วนสัมพันธ์กัน เป็นแรงขับเคลื่อนซึ่งกันและกัน
พุทธศาสตร์ จิตตะศาสตร์
ไม่มีสิ่งใดเร้นลับบนโลกใบนี้ และไม่มีความลับ ในทุกอนูแห่งห้วงอนัตจักรวาล
มีแต่ "ความจริง" ที่รอวันเปิดเผยเท่านั้น
ผู้ที่อ่าน ไม่ใช่ผู้ที่รู้ ผู้ที่ตั้งจิตสัมพัสต่างหากเล่า คือผู้รับรู้แท้จริง

กำลังอยู่ในขั้นตอนการเรียบเรียง
และพิมพ์แจกฟรีตามวัดเป็นการต่อไปโดยไม่ขึ้นที่หน้าเว็บนี้
เนื่องจาก
มีผู้ไม่ประสงค์ดี จะนำบทความนี้ไปใช้ในทางผิดๆเพื่อ
ผลประโยชน์แก่ตน ที่พวกเขา เข้าใจว่านี่คือ
"ช้างเผือก"
...................


บทความ ชุดที่ สาม ต่อจาก New Earth และ "เมืองคนบาป"


วันอังคารที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

NEW EARTH & NIBIRU








คำนำ มาสติแตก จิตหลุด กับวันโลกาวินาศ เพื่อ เตรียมต้อนรับโลกใหม่ กันเถอะ เหอๆๆๆ


(ดาวดวงนี้ เขาเรียกกันว่า นิบิรุ NIBIRU คนเขียนซกมก เขียนผิดเป็น นิบุริ NIBURI เวลาอ่าน ก้อ แก้ไขกันเอาเองตามอัธยาศัย)






ผู้เขียน ปฐพี ช้างเผือก “ตามองดาว เท้าติดดิน คอและลิ้น เหน็บกิน...เพราะแหงนนาน...........(อ้าปากด้วย)”



คำเตือน --- ถ้าอยากอ่านเรื่องโลกใหม่ ก็อ่านตั้งแต่ บท.103 เป็นต้นไป --- ---ถ้าอยากอ่านให้เข้าใจ ก็อ่านตั้งแต่ บท.1 ไปเรยยย----



บทความเรื่อง โลกใหม่



บท.1(บทความที่ 1) มนุษย์กล่าวว่า “หลายสิ่งลี้ลับ” มนุษย์สรุปเอาเองเพียงเพราะ ยากเย็นเกินกำลังที่จะหาคำตอบ เพียงเพราะมนุษย์เองไม่สามารถ ที่จะค้นหาข้อสรุป ใดๆ ให้กับข้อสงสัยของตนเองได้ จึงสรุปเอาเองง่ายๆว่า สิ่งนั้นๆ ลี้ลับ






บท.2 สัยศาสตร์ หลายคนบอกว่าเป็นสิ่งที่พิสูจน์ไม่ได้ จึงไม่มีอยู่จริง ส่วน วิทยาศาสตร์ เป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้และมีอยู่จริง ทั้งสอง อย่างจึงเป็นคนละเรื่องกัน และแทบจะไม่มีใครรู้เลย ว่ามันคือ ศาสตร์แขนงเดียวกัน



บท.3 สิ่งที่ ยัง พิสูจน์ไม่ได้ ไม่ได้หมายความว่า ไม่มีอยู่จริง



บท.4 เพียงแต่วิทยาศาสตร์ที่เรารู้จักกันในทุกวันนี้ เป็นเพียงศาสตร์ ขั้นพื้นฐาน ของ สัยศาสตร์ และ ยังไม่พัฒนาสูงพอที่จะหาคำตอบ ไปถึงศาสตร์นั้นได้ สัยศาตร์ ตามความเชื่อของมนุษย์ หลายคนบอกว่า คือ “อวิชา เวทมนต์ และเรื่องเพ้อฝันเกินจินตนาการ”



บท.5 ผู้เขียนจะยกตัวอย่างง่ายๆ อย่างการ วาร์ป (WARP) ของวิทยาศาตร์ ในสมัยนี้เป็นการค้นคว้าที่ท้าทาย และมีความเป็นไปได้สูงที่จะเกิดขึ้นได้จริง ในอนาคต คือการเคลื่อนที่ จากจุด หนึ่ง A ไปยังจุดหนึ่ง B ด้วยความเร็วสูงกว่าแสง C ซึ่งมนุษย์ สามารถมองเห็น วัตถุเคลื่อนที่ได้เฉพาะ เร็วน้อยกว่าแสงเท่านั้น เมื่อใช้สายตา เพียวๆ มองการ วาร์ป จึง ดูเสมือนว่า วัตถุ หายตัวล่องหน ไปยัง อีกที่หนึ่ง B ที่ไกล แสนไกล เพียงแค่เสี้ยววินาที ทางสัยศาสตร์ที่เราเข้าใจกัน คือ การหายตัว แว๊ป นั่นเอง คนโบราณในสมัยก่อน ไม่ว่า จะเป็น ฤษี ชีไพร ตามตำนาน ทั้งทูต เทวดาหรือแม้แต่ พลังงานบางอย่าง ล้วนทำการ หายตัวได้ทั้งนั้น ไม่ว่าจะด้วยวิธีใด เวทย์มนต์ คาถา หรือจะเรียก อะไร ก็ตาม นั่น หมายถึง บรรพบุรุษเรา สามารถ วาร์ป ได้มาก่อน คนสมัยใหม่ ที่กำลังหมกมุ่น อยู่กับ การหาวิถีทางในการ วาร์ป ให้ได้ ใช่หรือไม่ ???



(แต่เคยสงสัยเหมือนผู้เขียนหรือไม่ว่า ทำไม แต่ไหนแต่ไร เคยเห็นมี แต่ คนหายตัวได้ แล้ว เคยเห็น มี หมู เห็ด เป็ดไก่ ต้นไม้ หายตัว วาร์ป ได้บ้าง ปะ คิดเล่นๆกันไปก่อน คำตอบอาจอยู่ใน บท. ข้างหน้า)



บท.6 อย่างที่มีการพิสูจน์ตามซากโบราณ เมืองสาปสูญ ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น เมือง แอตแลนตีส เมืองใต้น้ำ หรือ ปิรามิต มีหลักฐานบ่งชี้ชัดว่า บรรพบุรุษ มนุษย์ในสมัยนั้น มีเลเซอร์ใช้แล้ว ทั้งๆ ที่พวกเรา (มนุษย์ใหม่) เพิ่งเริ่มมีใช้กันได้ไม่ถึงร้อยปี



บท.7 ถ้าเช่นนั้นเราควรจะแนะนำให้นักวิทยาสาสตร์ สติเฟื่อง ไปถามหาความรู้ กับเจ้าพ่อ ปู่ใน เมืองไทยใช่หรือไม่ ???



บท.8 มนุษย์ ได้ใช้ความสามารถ สันดานดิบ เถื่อนใน ตน ในการใช้ค้นคว้าหาคำตอบ และความสำเร็จ(ที่พวกเขาเข้าใจกันว่ามันคือสิ่งนั้น) ทำให้เรื่องต่างๆค่อนข้างยากลำบาก และ ต้องใช้เวลา



บท.9 เรามัวหลงทางอยู่หรือไม่ ???



มนุษย์คิดหรือว่าวิทยาศาสตร์ สมัยใหม่ หรือสิ่งที่กำลัง พิสูจน์ค้นหาอยู่นั้น มันมีแหล่งต้นกำเนิดมาจาก ดาวเคราะห์ ดวงนี้แต่เดิม แน่นอนว่า การศึกษา ประวัติศาสตร์ ต้องศึกษาจากแหล่งกำเนิด ถ้าผู้เขียนจะบอกว่า การศึกษา วิทยาศาสตร์ ก็ควรจะศึกษาจากแหล่งกำเนิด เช่นกัน แล้วถ้าแหล่งกำเนิดของวิทยาศาตร์ ขั้นต้น ที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ และ ขั้นสูง ที่เรา เห็นเพียงแค่ เศษเสี้ยวของเงา รวมถึงการวาร์ป ที่กำลังจะเกิดขึ้น มันไม่ได้มีแหล่งกำเนิด มาจากดาวดวงนี้ !!



(เชิญ งง ได้ตาม สบาย จนกว่าจะ อ่านจบ ไม่ได้หมายความว่า อ่านจบแล้ว จะหาย งง แต่อาจจะ งง กว่าเก่า แบบไม่ค่อย สบาย)



บท.10 มนุษย์ ส่วนน้อย ที่ใช้สิ่งที่ พระเจ้าผู้สร้าง(หรือจะเรียก ผู้ให้กำเนิด ,ผู้นำเรามาปล่อยไว้ ,ฯลฯ) นำมาใช้จนเป็นผล สำเร็จอีกขั้น ที่บอกว่า พระเจ้าให้มานั้น เพราะมนุษย์ ไม่ใช่ ชาวโลกมาแต่แรก !!! (คนเขียน ก็ตกใจ) แต่เดิมนั้นดาวเคราะห์ดวงนี้ มีสัตว์เลี้อย คลาน อาศัย และเป็นผู้ครองโลก เมื่อ พระเจ้า (ฯลฯ) ผู้สร้าง มาเยือน ไม่ว่าด้วยเหตุผลใด ดาวเคราะห์แต่ละดวง ย่อมแตกต่างกันตามสภาพ ที่เรารู้ๆกัน การสร้างสิ่งมีชีวิตลูกผสม จึงเกิดขึ้น นำจุดเด่น ของการปรับตัวเข้ากับสภาพ ดาวเคราะห์ที่อาศัย ของสัตว์ เลื้อยคลานเจ้าถิ่น อาจเป็นต้นตระกูลของไดโนเสาร์ก็ได้ และจุดเด่นของพระเจ้า คือ มันสมองที่ชาญฉลาด และ พลังแห่งจิตวิญญาณ สิ่งหลังนี้สำคัญมาก



ไม่ใช่ว่า เจ้าถิ่นไม่มีพลังแห่งจิตวิญญาณ มีอยู่ แต่ไม่สูง และพลังน้อยกว่า มากๆ แบบว่า คนละ สปีชี่



บท.11 ข้อคิดนี้ อาจตอบคำถามได้ว่า ทำไม สัตว์โลกที่เหลือ ถึงไม่มี วิวัฒนาการมาเป็นคนต่ออีก หรือ พัฒนาการไปเป็นอย่างอื่น และอีกหลายอย่างที่นักวิทยาศาสตร์ โบราณคดียังสงสัย แต่ก็ยังตอบไม่ได้ทั้งหมด



บท.12 นักวิทยาศาสตร์ ต้องออกมายอมรับ แบบ งงๆ ในคำตอบของตัวเอง (เพราะยังหาข้อสรุปที่มีหลักฐาน ที่มา อย่างชัดเจนไม่ได้) ว่า “มนุษย์ มีระบบกลไก ทางสมอง และร่างกาย สลับซับซ้อนสูงส่ง มากเกินกว่า ที่จะวิวัฒนาการมาจากสัตว์ใด บนโลก เพียงแค่ช่วงอายุของโลกใบนี้ เหมือนกับว่า มนุษย์ ถูกปรับแต่ง พันธุกรรม มาเฉพาะ” พูด แบบฟังง่ายๆ คือ มนุษย์ และสัตว์โลก เป็น คนละสายพันธุ์ แต่ เป็นญาติกัน ....อ้าว ???++



แต่เขาจะหาคำตอบ อะไรมาอธิบายได้อย่างไร ว่าใคร มาปรับแต่งมนุษย์ และเมื่อ ล้านๆปี มาแล้ว เราไม่สามารถรู้ได้ว่าดวงดาวที่เกิดก่อนโลกใบนี้เป็นอย่างไร...(อะ..อะ อนุญาติ ให้ งง แต่อย่าเพิ่งคิดว่า หัวข้อที่เขียน กับเรื่องที่อ่าน คนละเรื่องกัน เดี๋ยวสักครู่จะวกเข้าเรื่อง โลกแตก เพราะมันเป็นเรื่องเกี่ยวพันกันอยู่ .... อ้าว งง ใหญ่....)



บท.13 มนุษย์ เหมือนลูกกำพร้า มี แม่ แต่หาพ่อไม่เจอ !



ถ้าเปรียบบรรพบุรุษของมนุษย์ สัตว์เลื้อยคลานที่อยู่บนโลกมนุษย์ มีความสามารถ ของเจ้าถิ่น ที่ฝังอยู่ใน พันธุกรรม คือ จะรู้ความเป็นไปของโลก อย่างเช่น เวลาจะเกิดแผ่นดินไหว มด ,หนู ,ปลวก ,แมลงสาป ,กบ ,เขียด รู้ก่อนเราหมดเลย ทำไมเราไม่รู้ ??..ความสามารถ ที่ปรับสภาพ หายใจ และ อาศัยอยู่บนโลกนี้ เราได้รับมาจากบรรพบุรุษของเรา แต่ความสามารถ อีกด้านคือ มันสมองที่ชาญฉลาดและ จิตวิญญาณ ที่ทรงพลัง สิ่งเหล่านี้ บรรพบุรุษของเรา(สัตว์เลื้อยคลาน) ไม่มี ถ้าบอกว่าเราได้สิ่งเหล่านี้มาจากทางแม่ (เลื้อยคลาน) แล้วญาติทางแม่ทั้งโลก ทำไมไม่มีเหมือนเรา แสดงว่าเราได้มาจากทางพ่อใช่ไหม แล้ว พ่อเรา เป็นใคร ?



(หลักคิดง่ายๆ A (ฉลาดมาก) + B (ไม่ฉลาดเลย) ได้ลูกออกมา 4 คน จะมี A 1 คน แต่ทั้งโลก (ญาติทางแม่) B หมดเลย หรือ ไม่มีใครฉลาดเท่ามนุษย์เลย แล้วมนุษย์ได้ A มาจากไหน ??)


สิ่งมีชีวิตบนโลกนี้อะไรบ้าง ที่มีฟันแท้ขึ้นก่อนฟันน้ำนม แน่นอนว่ามันไม่มีซักตัว แต่มนุษย์ดันมีฟันน้ำนมขึ้นก่อนฟันแท้ คือมีฟัน2ชุด ไม่อยากคิดแบบแปลกๆ สิ่งนี้มนุษย์ได้มาจากใคร ญาติทางแม่ฝ่ายไหนมีการปลูกถ่ายฟันแบบมนุษย์บ้าง ถ้าให้ผู้เขียนถาม ผู้เขียนจะถามว่า ถ้าเรามีฟันน้ำนมที่ยืดยาวเกินกว่า20ปี หรือยาวเท่ากับอายุขัยของเรา เราอาจจะมีเขี้ยวงอกยาวเหมือนเสือ หรือช้างแมมมอส หรือเขากวาง ที่ยาวออกเรื่อยๆ นี่คือกลอุบายของการดัดฟันทางพันธุกรรม หรือเป็นการตัดตอนการเจริญเติบโตของพันธุกรรมฟัน(ทางแม่)ดั้งเดิม หรือไม่ ยังไม่สามารรถตอบได้ อย่าไปใส่ใจกับเรื่องนี้ให้รกสมอง เพียงแต่จะยกตัวอย่างให้เห็น ถึงบรรพบุรุษที่เราบอกว่าเขาเป็นบรรพบุรุษของเรา ว่ายังมีบางส่วนในตัวเราที่เขาไม่น่าจะเป็น.. 


บท.14 บรรพบุรุษ(เลื้อยคลาน) รู้ความเป็นไปของโลกนี้ เพราะพวกเขาเป็นชาวโลก อยู่กับโลกมาตั้งแต่กำเนิด เปลี่ยนแปลง และวิวัฒนาการ ตามสภาพความเป็นไปของโลกใบนี้ได้เยี่ยม (เอาตัวรอดเก่งว่างั้น) ความสามารถเหล่านี้ถ่ายทอดทางพันธุกรรม ซึ่งผู้เขียนจะเรียกว่า สันดานดิบ เรา(มนุษย์) ไม่สามารถรู้ความเป็นไปของโลกได้อย่างนั้น เพราะเราไม่ใช่ชาวโลก แต่กำเนิด(เผ่าพันธุ์ชุดแรก) พ่อ ผู้ลึกลับ ได้ให้ความสามารถอีกสิ่งหนึ่ง กับเราไว้ที่เหนือกว่า คือ ความฉลาด และ พลังแห่งจิตวิญญาณ ซึ่ง พลังแห่งจิตวิญญาณนี่แหละ ที่เราไม่รู้จักใช้มัน แต่กลับไปใช้สันดานดิบที่ได้ มาจากแม่ พลังนี้ มันจึงให้ผลน้อยมากและใช้ได้บางคนเท่านั้น บางคน ใช้เป็น บางคนใช้ไม่เป็น หนีไม่ทันเวลาเกิดภัย



บท.15 มนุษย์จึงมีสองอย่างที่ขัดแย้งกันในทางความคิด อยู่ในคนๆเดียว เคยสังเกตเห็นตัวเอง ทะเลาะ กับตัวเอง บ้างใหม จะทะเลาะในใจ หรือ ตะโกนด่า ออกมาก็แล้วแต่ เพราะบางทีภาพที่เห็นเป็น A แต่ในใจบอกว่ามันเป็นไปไม่ได้ สิ่งนั้นมันคือ B นั่นแหละ พันธุกรรมของแม่ กำลัง ทะเลาะ กับพันธุกรรมของพ่อ ในตัวของเราเองเพราะสิ่งที่เราได้มา คือ สันชาตญาณ (ดิบ) ของแม่ และสันชาตญาณ ทางจิตของ พ่อ มันคือ การทะเลาะ กันทางด้านสันชาตญาณ



บท.16 ทั้งพ่อ และแม่ได้ให้เรามา แต่ ดันไม่ให้คู่มือ ??



เราจึงแยกแยะไม่ออกว่าจะใช้มันอย่างไร และอันไหนจะดีกว่า กัน มนุษย์ทั่วไป จึงใช้สันดานดิบของแม่มาก่อน เพราะสิ่งมีชีวิต รอบตัว มีอิทธิพลแนะนำให้เป็นไป (ทั้งโลกเป็นญาติ ทางแม่) เช่น สัตว์ นั้น จะไม่มีลำดับญาติ เพื่อนฝูง ไม่มีจริงๆ ที่เห็นๆ นั้นไม่ใช่การลำดับญาติ เพราะมันก็ยัง ผสมพันธุ์ กันมั่วแถมบางจำพวกยังกินกันเองด้วย แต่เรื่องหนีภัยธรรมชาติเนี้ยะ เก่งนักละโดยเฉพาะ หมา ไม่เคยสอนมันว่ายน้ำเลย พอขว้างมันลงน้ำ ว่าย ปร๋อ ไอ้เราเรียนแทบตายยังว่ายไม่เป็น ได้แต่นั่ง ไหว้ ขอบสระ มนุษย์ แรกๆ ก็ได้เอาสันดานดิบ มาใช้ควบคู่กับสมองที่ชาญฉลาด คิดประดิษฐ์ สิ่งนั้น สิ่งนี้ แต่สัตว์โลก ในตัวมีอิทธิพลเหนือกว่า ถ้าปล่อยไว้ พ่อเราคงจะอายสิ่งมีชีวิตทั้งจักรวาล เลย เกิด อวตาร ขึ้นมา (งง ขึ้นไป อีกระดับ)



บท.17 ในช่วงเวลา ก่อนที่พ่อ จะเดินทางจากไป ยังดินแดนไกลโพ้น ลูกหลานของพ่อเรานั้นได้พัฒนาวิชาแขนง วิทยาศาสตร์ และดาราศาสตร์จนก้าวล้ำนำสมัย เกิดอุสาหกรรม และเมืองใหม่ๆ ขึ้นมากมาย ดังจะเห็นได้จาก ซาก สิ่งปลูกสร้างมหึมาที่หลงเหลืออยู่ เอาไว้ ให้ เหลน ของเหลน ยกกำลังสิบ อย่างพวกเราได้ งง กันเล่นๆ แต่ก็ยังมีมนุษย์ บางส่วนที่ใช้ สันชาตญาณ ของแม่มานำทางชีวิตของพวกเขา และอยู่แบบชาวโลกดั้งเดิมอย่างแท้จริง



บท.18 พอ พ่อ ได้ออกเดินทางจากไป ทิ้งลูกๆไว้ เพราะคงคิดว่า แจ่ม(มนุษย์)และเจริญ(เทคโนโลยีและสังคม) ขนาดนี้ คงเอาตัวรอดได้ละนะ สู เมื่อเกิดภัย หายนะ ขึ้นบนโลก ทาสิ ใครรอด ... อะ ถูกต้องแล้วคร๊าบบบบ มนุษย์ผู้มีญาติเต็มโลกรอด



ลูกทางพ่อ-พวกเขา ใช้ พลังแห่งจิตวิญญาณ นำทาง ปล่อยวาง เสียสละ ต่อเพื่อนมนุษย์ อดตายไม่ทำร้ายใคร และสุดท้าย ถอดจิต ไปอยู่กับพ่อ

ลูกทางแม่ -พวกเขา ใช้สันดานดิบนำทาง รู้ทิศทางลบภัย กินทุกอย่างที่ขวางหน้า เห็นแก่ตัว ปกป้องตัวเองตามแบบชาวโลก ผล......อยู่ครบ สามสิบสอง



เมื่อหายนะคลายลง แผ่นดินโลกเลี่ยนไป เมืองบางแห่งจมอยู่ใต้น้ำ เมืองบางแห่งทิ้งร้างไร้ผู้คน ญาติของพวกเรา ผู้อยู่ครบ สามสิบสอง ประการ ครองโลกด้วยวิถีของชาวโลก ที่ญาติทางแม่เราพาทำเป็นแบบอย่าง เกิดการแก่งแย่งสมบัติ อาหาร โรคระบาด เห็นแก่ตัว ผิดลูกเมีย ทุกอย่าง ที่สัตว์เดรจฉานมี เราก็มี จนลืมนึกถึงการพัฒนา สนใจแต่เรื่องความอยู่รอด หลายพันปี แสน ปี หมื่นปี จนการพัฒนากลายเป็นเพียงตำนาน อันไม่รู้ว่ามีจริงหรือไม่ พ่อเราทนไม่ไหว ท่านเลยต้อง อวตาร โดยการถอดจิตบางส่วน มาแจกคู่มือ เพื่อให้ ใช้จิต นำทางความประพฤติ (อะ.. กะลังจะได้คู่มือมาใช้แล้ว)



บท.19 หลายคนคงจะนึก ไปถึง ผู้นำทางศาสนา และ คัมภีร์ต่างๆที่เกิดขึ้นมา นั่นเป็นเพียง บางส่วน



บท.20 ผู้ที่ค้นคว้าเรื่องมนุษย์ ต่างดาวนั้นย่อมได้เคยรู้มาว่า มนุษย์ต่างดาว เขาก็มีพระเจ้าของเขาอยู่เช่นกัน ซึ่งเขาเรียกว่า ซุปเปอร์ก๊อต แปลคือ มหาเทพ ซึ่งมีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นคือผู้ ครอบครองจักรวาล และบันดาล ให้เป็นไป ส่วนในตำนาน ของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นที่ อินเดีย จนมาถึง เขมร มหาเทพผู้สร้างจักรวาล นั้นคือ ท่านพ่อ พระนารายณ์ หรือ พระ วิศณุเทพ (คือองค์เดียวกัน เรียกต่าง ตามพื้นที่) ผู้มีอำนาจตามตำนาน กำเนิดเองได้ อาจเป็นศาสตร์ แขนงวิทยาศาสตร์ ขั้นสูงสุด ที่วิทยาศาสตร์ขั้นเบสิก ที่เราเรียนรู้กันบนโลกนี้ไม่สามารถไต่ถึง อย่างจะเห็นมนุษย์โลก บางประเทศ ที่เขามีการบำเพ็ญจิต ภาวนา สามารถกำหนด อนู สะสารในร่างกายให้มีระบบการทำงานที่ดีเยี่ยม ใช้พลังงาน ขนาดจุลภาคเพื่อดำรงชีวิต จนสามารถอดอาหารได้ เป็นเดือนๆ โดยไม่เสียชีวิต บางคนเข้าขั้น วิกฤติ อดได้เป็นปี ทั้งๆที่มีหลักฐานแจ่มชัด แต่ วิทยาศาสตร์ (ลูกๆ) ของทุกวันนี้ ยังหาคำตอบไม่ได้ว่าทำไมถึงอดอาหารได้อย่างนั้น ทั้งค้นคว้าทั้งวิจัย เพื่อหาคำตอบ และสิ่งที่ได้ คือ คำถาม อันใหม่ที่โผล่ขึ้นมาตลอด (เหอๆๆ) นั่นเพราะ มนุษย์เรายังใช้สันดานดิบในการหาคำตอบในทุกเรื่องที่สงสัย



บท.21 แล้วทำไมใช้สันดานดิบถึงหาคำตอบไม่ได้ ??



การหาคำตอบในเรื่องใด เราต้องเรียนรู้ให้เข้าใจถึงเรื่องนั้นก่อน เช่นการบวกเลข 1+1=2 แต่ถ้าเราไม่รู้ว่าเลข 1 มีค่าเท่าไหร่ คืออะไร และเป็นย่างไร เราจะไม่ได้คำตอบที่เป็นจริง เลย



บท.22 เมื่อการใช้สมาธิและ พลังงานทางจิตวิญญาณ โดยการนั่งสมาธิ นำมาซึ่งการควบคุมการใช้พลังงาน ภายในร่างกายได้ แล้วทำไมการทำอย่างเดียวกันนี้ จะไม่สามารถ ควบคุมพลังงานภายนอกร่างกายได้เล่า มีความเป็นไปได้สูงที่จะสามารถทำได้ แต่มนุษย์เรายังไม่เคยเห็นใครทำเป็นเรื่องเป็นราวสักคน อีกสาเหตุหนึ่งคงเพราะ มนุษย์ยังมีอายุไม่ถึงแสนปี การทีจะฝึกฝน ในช่วงระยะเวลาอันสั้นแค่อายุของเรา สามารถทำได้ ถ้ามนุษย์ เป็นพันธุ์แท้ แต่พวกเราดันเป็นพันธุ์ ทาง สันดานดิบที่มีอยู่ในตัวนั้น คอยขัดขวางและหาเหตุผลต่างๆ นานา มาหักล้าง ความโลภ โกรษ หลง ความอยาก ทำให้พลังงานทางจิตเสื่อมถอย จนบางคน พลังงานนี้เสื่อมไปอย่างราบคาบ (ยังอยู่ แต่อัมพาต แดก) ยากที่จะฝึกฝนให้กลับมาใหม่ แต่บางคนฝึกจิต จนสามารถไปคุยกับมนุษย์ ต่างดาว หรือไปยังอีก มิติ แล้วกลับมายังร่างเดิมได้ แต่ก็ไม่กล้าเปิดเผยตัวและวิธีปฏิบัติ เพราะยังไม่อยากแปลกแยก จาก ญาติๆ ทางแม่ที่มีทั้งโลก



บท.23 ไม่ว่าพ่อของมนุษย์ จะเป็นผู้มาสร้าง พวกเราไว้ หรือเป็นบริวารของพ่อ ที่เป็นผู้สร้างเรา ก็แล้วแต่ ความผิด พลาดย่อมมี พวกเขาคิดว่า ให้ มันสมองที่ชาญฉลาด และ พลังแห่งจิตวิญญาณ แล้ว จะมีแรงสูงส่งเหนือกว่า สันดานดิบ ของเจ้าถิ่นเดิมนั้น มันไม่ถูกซะทีเดียว



ณ ตอนนี้ พลังแห่งจิตวิญญาณที่มีนั้น ได้ถูกสันดานดิบ ทำร้ายให้ล่องลอยไร้ทางออก......



บค.24 อย่างที่ตอนแรกได้ บอกข้อสังเกต ไว้ว่า การหายตัวล่องหน อย่างที่เราเคยรู้จัก เราคิดว่ามันเป็นเวทมนต์ และเรื่องในจินตนาการ จะยังไงก็ตาม เราเคยเจอแต่กับมนุษย์ เคยมี หมู เห็ด เป็ด ไก่ ต้นไม้ ล่องหนหรือไม่ ? เช่นกันในตอนนี้ ผู้เขียนจะตั้งข้อสังเกตว่า เคยเห็น วิญญาณ ของ หมู เห็ด เป็ด ไก่ ต้นไม้ หรือไม่ (เทพารักษ์ และนางไม้ ไม่ใช่วิญญาณของต้นไม้ เพราะรูปลักษณ์ เป็นมนุษย์ ส่วน จะ เป็นอะไรนั้นยังไม่ขออธิบาย)



บท.25 ถูกต้อง ! ผู้เขียนกำลังจะบอกว่า ก็เพราะ หมู เห็ด เป็ด ไก่ ต้นไม้ เป็นญาติทางแม่ เต็มตีน พลังแห่งจิตวิญญาณ มี แต่น้อยมากๆ และ เพราะ มนุษย์ เราเป็นลูก ผสม ได้รับพลังแห่งจิตวิญญาณที่สูงมากๆ จึงทำใมนุษย์ มีพลังทางจิตที่สามารถ จะมี ฝันตอนหลับ ,อดอาหารได้ (อิ่มทิพย์) ,มองเห็นอนาคต ,แหละหนักเข้าก็คือ หายวาร์ป ล่องหน หนะแหละ



ทุกอย่างล้วนแล้วแต่สามารถควบคุมผ่านจิตได้ แต่อย่างว่า เราไม่รู้จักใช้มัน



บท.26 การอวตาร ตามตำนาน ของท่านพ่อ พระ นารายณ์ นั้นมี อวตาร หนึ่งคือ พุทธอวตาร คือ อวตารมาเป็นองค์ท่านพ่อ องค์ สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อก่อกำเนิดศาสนาพุทธ แต่ผู้เขียนคิดว่า ท่านอวตารมาเพื่อ แจกคู่มือในการใช้จิตควบคุมกาย



บท.27 เมื่อเราคือลูกผสม พันธุ์ทาง การตายของเราจึงไม่จบสิ้นเหมือนญาติทางแม่ทั่วไป อ่านให้ดี ตรงนี้สำคัญมาก ผู้เขียนไม่อยากให้วันโลกแตก คือวันเริ่มปัญหาหนักหน่วงยากจะแก้ไข (พลังแห่งจิตวิญญาณยังคงอยู่)



บท.28 การขับเคลื่อนของมนุษย์ ต้องใช้ร่างกายที่ปรับแต่งมาจากเจ้าถิ่นเดิม เพื่อให้อยู่กับสภาพอากาศบนโลกได้อย่างเนียนๆ รวมกับ สันดานดิบ ที่ฝังตัวอยู่ในทุกหยดเลือดและทุกส่วน รวมกับ อีก มันสมองอันชาญฉลาด และพลังแห่งจิตวิญญาณ



บท.29 เมื่อชายหนุ่มคนหนึ่ง เห็นหญิงสาว เกิดมี อารมณ์ ทางเพศตามสันชาตญาณของสัตว์โลก ขณะ อยู่สองต่อสองร่างกายสั่งกระตุ้น เร้าอารมณ์ ให้จัดการซะ แต่พลังแห่งจิตวิญญาณ ที่อยู่บนหัว สั่งร่างกายอีกทีหนึ่ง ว่า อย่าทำอย่างนั้นเด็ดขาด มนุษย์โลกส่วนใหญ่ ถ้าเป็นสามัญชนคนธรรมดาทั่วไป จะเชื่อฟังและ ปฏิบัติตามคำสั่งของพลังแห่งจิตวิญญาณของตน โดยรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม พลังนี้มีกำลังมหาศาลอย่างที่คาดไม่ถึง มนุษย์ ได้สื่อพลังนี้ถึงกันอย่างไม่รู้ตัว คำว่า “สงสาร” “ถูกชะตา” “พรหมลิขิต” นั่นก็เป็นส่วนหนึ่ง ของการสื่อสารทางจิตวิญญาณ



บท.30 เคยไหม เจอใครซักคน แต่รู้สึกถูกชะตาอย่างกับรู้จักกันมาเป็นชาติ ทั้งๆที่เพิ่งเคยเจอกัน นั่นคือกระบวนการที่จิตวิญญาณของทั้ง สอง คน สัมพัสกันมาตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ อาจมีส่วนที่คล้ายหรือรองรับกันเช่น คนหนึ่ง A ชอบพูด อีกคนหนึ่ง B ชอบฟัง นี่คือการรองรับ เหมือนแม่เหล็กคนละชั้ว แต่ดึงดูดกันอยู่ และเข้ากันได้ พอมาเจอหน้ากัน พลังแห่งจิตวิญญาณก็เตือนสมองและร่างกายว่า คนนี้ถูกชะตา แต่ก็มีหลายๆ รายที่คบๆ กันมาแล้วทำไมมันไม่ใช่ หลายอย่างกลับไม่เข้ากัน พลังแห่งจิตวิญญาณนี้ถูกต้องแล้ว ตราบใดที่ไม่ แสดงพลังของสันดานดิบ ออกมาเหนือกว่าจนครอบงำและควบคุมทุกสิ่ง



บท.31 พลังแห่งจิตวิญญาณนี้ ตามความคิดของผู้เขียนถูกต้องแล้ว ไม่มีการคำนวนที่ผิดพลาด เพราะพลังนี้ไม่มีสูตรคำนวน (เราไม่รู้) เมื่อไม่มีหลักทาง ตัวเลข แล้วคำตอบที่ผิดจะมีได้อย่างไร ดังนั้นจึงเหลือแต่คำตอบที่ถูกว่า พลังนี้มีอยู่จริง แต่ความผิดพลาดในการใช้พลังนี้ยังหาไม่เจอ (พร้อมๆ กับ สูตรคำนวนที่ยังหาไม่เจอ = ไม่มีสูตรคำนวน) ที่พลาดอย่างร้ายแรงคือ ผู้ที่ใช้มันไม่เป็น หรือ ผู้ที่ไม่ใช้มันเลย....



บท.32 จากการสัมพัสพลังทางจิตวิญญาณ ของบุคคลอย่างไม่รู้ตัว ผู้ที่ฝึกจิต หรือใช้พลังแห่งจิตวิญญาณ นำทางสันดานดิบ ย่อมมีโอกาศที่จะสื่อสารกับ บรรพบุรุษทางจิตวิญญาณ ของมนุษย์ โดยจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตามเช่น การนั่งสมาธิ หรือการดำรงอยู่ในวิถี แห่งการใช้จิตบังคับ ควบคุมกาย ทำให้รู้สติสัมปชัญญะ อยู่เสมอ รู้สถานะตนเองว่าอยู่ในสถานะใด บางคนฝึกจนสามารถ ควบคุมธาตุในร่างกายได้ และ หนักๆ เข้าสามารถ ควบคุมธาตุ นอกร่างกายได้ จนสามารถ วาร์ป ได้ แต่ก็ยังไม่เป็นขั้นสูงสุด ตราบใดที่ยังเป็น พันธุ์ทาง กันถ้วนหน้า



บท.33 เมื่อผู้ที่ใช้จิตบังคับกายในการใช้ชีวิตประจำวัน โดยจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตามนั่นแหละ แสดงว่าเขาเลือกที่จะเป็นญาติทางพ่อ แบบไม่รู้ตัว



บท.34 พลังที่มีเหนือร่างกายอันเต็มไปด้วย สันดานดิบที่วิ่งพล่านอยู่นั้น ทำให้คนผู้นี้ได้สัมพัสและติดต่อกับพลัง ของญาติทางพ่อที่มีอยู่ทุกหนแห่งเมื่อร่างกายดับสูญ ตายจากโลกนี้ไป นั่นคือการตัดขาด จาก พันธุ์ทาง โดยสิ้นเชิง พลังแห่งจิตวิญญาณจะยังคงอยู่ และกลับมาเป็นพันธุ์แท้แต่ไร้ลมหายใจและสิ่งขับเคลื่อน (พันธุ์แท้ไม่สมบูรณ์แบบ)



บท.35 แต่พลังนี้หาได้เดียวดายไม่ ด้วยความที่ฝึกจิดแบบ ไม่ตั้งใจโดยให้จิตนำทางกายอยู่เป็นนิจ ทำให้พลังแห่งจิตวิญญาณไร้ร่างเหล่านี้ หาทางออกจากสถานที่อยู่เดิม (ร่างเก่า) ไม่ยากนักอาจเพียงเพราะพลังของจิตวิญญาณทางพ่อ ดวงอื่นนำทาง และสื่อสารมาเพื่อชี้ทางไปยังโลกใหม่ และพวกเขาไม่มีอะไรต้องยึดติด เพราะสิ่งที่เหนือกว่าทุกสิ่งทุกอย่าง คือ พลังแห่งจิตวิญญาณที่ยิ่งใหญ่ มีอยู่กับตนตลอดเวลาอยู่แล้ว



บท.36 ขณะเดียวกันกับอีกทางที่สัตว์โลก ที่ใช้สันดานดิบของแม่นำทาง พลังแห่งจิตวิญญาณนั้นไม่ เคย ได้หายไปไหนเลย แต่ไม่ได้แสดงพลังออกมา เนื่องจากมีค่าด้อยกว่า รูป รส กลิ่น เสียง และความกระหาย พวกเขาได้เลือกเองแล้ว เมื่อรางกายดับสูญ สันดานดิบที่วิ่งพล่านอยู่ในร่างกายก็ดับสูญไปด้วย คงเหลือแต่พลังแห่งจิตวิญญาณที่ เคว้งคว้าง หาทางออกไม่เจอ จะไขว่คว้า หาแต่ สิ่งขับเคลื่อน (ร่างเก่า) และความต้องการที่อยากได้ อยากมี เคยมี เคยได้ มาก่อน



บท.37 โลกนี้สมบูรณ์แบบ ผู้เขียนกำลังจะบอกว่า แม้แต่สันดานดิบที่อยู่ในร่างกายของมนุษย์ ก็มีกระบวนการย่อยสลาย เพื่อไม่ให้มีสิ่งใดตกค้าง และ วนเวียนเป็นวรรฐจักร กลายเป็นธาตุต่างๆ ถ้าเปรียบชีวิตร่างกายของเราเป็นน้ำ เดี๋ยวโดนแสงก็กลายเป็นไอ ลอยขึ้นไป เกาะกันหล่นลงมาเป็นฝน เมื่อเย็นจัดก็กลายเป็นน้ำแข็ง แล้วก็ละลายกลายเป็นน้ำอีกครั้งเมื่อเจอความร้อน ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะใด ก็คือน้ำ แต่พลังแห่งจิตวิญญาณไม่มีกลไก ทางชีวภาพ มาย่อยสลายหรือ แปรสภาพได้ เกิดการตกค้าง ล่องลอย ไร้ทางออก เพราะสิ่งนี้คือพลังงานอันยิ่งใหญ่ และไม่ใช่ของชาวโลก เหอๆๆ (จาย่อยยังไงวะ ....... โลกถาม)



บท.39 โทษโลกนี้ไม่ได้เขาก็อยู่ของเขาดีๆ กลไก ทุกอย่างถูกออกแบบและย่อยสลายได้ใน กระบวนการสมบูรณ์ แบบของเขา แต่ก็รองรับเฉพาะชาวโลกเท่านั้น โลกนี้ทำหน้าที่หล่อเลี้ยงและย่อยสลายพวกเดียวกันได้อย่างสมบูรณ์ แบบดีแล้ว



บท.40 ถ้าผู้เขียนเป็นผู้สร้างมนุษย์ด้วยการตัดต่อพันธุกรรม และนำมาปล่อยไว้ แน่นอนการกระทำนั้นต้องมีมากกว่า 1 ครั้ง ลองผิดลองถูก จนมีหลักฐานหลายอย่างหลงเหลือไว้ในโลกนี้จะโดยตั้งใจ ไม่ตั้งใจที่จะทิ้งไว้ก็ตาม มนุษย์หรือสิ่งมีชีวิตบางสายพันธุ์ ผลุบๆ โผล่ๆ อยู่ๆ ก็เกิดขึ้นมาโดยหาต้นตระกูลไม่เจอ แล้วผ่านมาอีกยุคก็หายไปเฉยๆ อย่างงั้นเหมือนเราเลี้ยงแมวจนเต็มฟาร์ม แมวตายก็ขุดหลุมฝังไว้ แล้ววันดีคืนดี ก็ย้ายแมวทั้งฟาร์ม วาร์ป หายไปที่ไกลแสนไกล คนรุ่นต่อมา ถึงรู้ว่าแมวมาจากแหล่งกำเนิดใด แต่ก็ยังหาคำตอบไม่ได้ว่าแมวที่เลี้ยงทั้งหมดหายไปไหน แบบไร้ร่องรอย แถมลูกหลานสืบพันธุ์ต่อมาก็ไม่เห็น



บท.41 บางกรณีหนักกว่านี้คือ ไม่มีทั้งแหล่งตระกูลที่คล้าย แล้วดันหายลึกลับไร้ร่องรอย โดยไร้สายพันธุ์เกี่ยวข้องมาจนถึงปัจจุบัน (มีแต่ซากให้ศึกษา ไปค้นคว้าเอาเองว่า มีสัตว์โบราณพันธุ์ไหนบ้าง)



บท.42 มนุษย์มีส่วนหนึ่งที่ผู้เขียนคิดว่า คงได้มาจากญาติทางพ่อ คือความเชื่อมั่นในตนเอง และเชื่อมั่นในสิ่งที่ตนเองทำ เพราะ อะไร ?ถ้าผู้เขียนเป็นผู้ ตัดต่อ พันธุกรรมและสร้างมนุษย์ขึ้นมา เอารุ่นที่ครองโลกอยู่ปัจจุบันนี่แหละ ด้วยความที่พลังแห่งจิตวิญญาณนี้ เป็นพลังที่อยู่เหนือพลังอื่น ย่อยสลายไม่ได้ ในกระบวนการของโลกใบนี้ นำมาตัดต่อเข้ากับสมองอันชาญฉลาด ร่างกายนั้นเพื่อไม่ให้แปลกแยกกับพ่อ ก็เอาของพ่อไปเลยละกันนะ เวลาญาติๆ ของพ่อมาเยี่ยมจะได้รู้ว่าพวกเจ้าคือลูกหลานของพ่อ ส่วน DNA และเลือดเนื้อเชื้อไข การดำรงชีวิตที่สมบูรณ์แบบของโลกนี้ ทุกอย่างนำมาตัดต่อใส่ให้หมด เอาแต่ส่วนดีๆ มาใส่ไว้ สมบูรณ์แบบ มหรรพภาค ขนาดนี้ ต้องครองโลกได้อย่างดีไม่มีข้อผิดพลาดแน่นอน.....



บท.43 ถูกต้องถ้าตอนนั้นผู้เขียนเป็นผู้สร้างก็ต้องคิดอย่างเดียวกันนี้ ผู้สร้างมีความมั่นใจ ว่าการสร้างมนุษย์นี้ได้เยี่ยมยอดไร้ข้อผิดพลาด



บท.44 ในเมื่อพลังแห่งจิตวิญญาณ สูงส่งเหนือสิ่งอื่นใดและไร้กาลเวลา ใยจึงต้องเกรงกลัว กับ สันดานดิบที่ เมื่อถึงเวลาแล้วก็ต้องถูกระบบกลไก ของโลกย่อยสลายไป เล่า...(เหอๆๆ)



พวกเขาคิดว่า พลังแห่งจิตวิญญาณ ที่แข็งแกร่ง ทรงพลังเหนือ สิ่งอื่นใดจะเป็นผู้ควบคุม พวกเขาคิดถูก ไม่ทั้งหมด !



บท.45 มนุษย์ บอกว่าตนครอบครอง โลก แล้วใครที่ครอบครอง (ครอบงำ) มนุษย์ อีกที(เหมือน นิยายตลบหลังตอนฉากจบ)



บท.46 ผู้เขียนต้องพูดถึงเรื่องเหล่านี้ เพราะมนุษย์ไม่ได้เฉลียวใจเลยว่า โลกแตกนั้น ความจริงแล้ว ใครทำให้แตก และใครซ้ำเติมให้แตก ยิ่งขึ้น



บท.47 ทุกวันนี้มนุษย์ทั้งหลายยังคงต้องรับกรรม จากการกระทำของคนไม่กี่คน ที่ไปสมสู่กับสัตว์โลก ตามสันดานดิบที่ตนเองมี จนทำให้โรคเอดส์ แพร่หลายไปทุกหนแห่ง โลกยังไม่ทันได้แตก แต่เผ่าพันธุ์ มนุษย์ก็ย่อยยับเสียแล้ว



บท.49 หลายเหตุการณ์ในแง่ร้ายจะเกิดขึ้นมากมาย การแก่งแย่ง สงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ เพื่อความอยู่รอด เราควรจะตกใจและเตรียมรับมือกับวันโลกาวินาศ แต่ เรา ควรจะตกใจ และ เตรียมรับมือ กับสันดานดิบ ที่อยู่ในตนมากกว่า เพราะมันอยู่กับเรา ใกล้ๆ มากๆ และจะอยู่กับเราไปจนกว่าจะ ม่องเท่ง



บท.50 เมื่อมนุษย์ เห็นแก่ตัว ไร้ซึ่งพลังแห่งจิตวิญญาณ นำทางกาย (จิตสำนึกนำทางการกระทำ) โลกคงรักษา สมดุล ของสิ่งมีชีวิตบนโลกฉัน ใด จักรวาล ก็คงรักษา สมดุล ของระบบไว้ ฉันนั้น เมื่อโลกมีพลังงานแปลกปลอมเข้ามาพัวพัน ทำให้วิถีทางแห่งการดำรงชีวิต เปลี่ยนไป ธรรมชาติของโลก และ ห้วงจักรวาลได้เข้ามาจัดการ หลายครั้งที่ล้างเผ่าพันธุ์ มนุษย์ไป แต่ก็ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาทั้งหมด พลังงานแห่งจิตวิญญาณ ยังคงตกค้าง จนต้องไปเบียดเบียน สัตว์ ป่าน้อยใหญ่ ทั้ง เก้ง กวาง แพะ งู ต้นไม้ หมา ฯลฯ เพราะไม่มีที่จะอยู่ และไป ขั้นแรก ร่างที่เข้าไปสิงสู่นั้น ก็เพื่อจะนำพลังนี้ไปสู่ทางออก เพื่อหาทางที่จะหลุดพ้น



บท.51 เหมือนการจูนคลื่นพลังงาน คนละภาษาก็อ่านกันไม่ออก หรือหากันไม่เจอไปเลย แต่ด้วยความเมื่อครั้ง ครอบครองร่างอันชาญฉลาด ไม่เคยได้สัมพัส และใช้พลังนี้อย่างแท้จริงเลย พอมาอยู่ (อย่างไม่สมบูรณ์ คือ อยู่แบบแหกคอก) ในร่างที่ระดับความสามารถต่ำของสัตว์โลก จึงยิ่งเหมือนซ้ำเติมให้มืดบอด หนักเข้าไปอีก ยากจะหลุดพ้น



บท.52 นานวันเข้า พลังงานเหล่านี้เปลี่ยนร่างไปเรื่อยๆ ตามอายุขัยที่น้อยนิด เป็นพันปี หมื่นปี พวกเขายังคงมีความ อยาก ที่ยึดติดกับรูปลักษณ์ ดั้งเดิม (ก่อนเก่า) ที่ยังสามารถใช้ ร่าง ได้อย่างอิสระ ในขณะที่ตอนนี้ เป็นรูปลักษณ์ แฝง บังคับควบคุมได้ ไม่ ร้อยเปอร์เซ็นต์ แน่นอน เพราะไม่ได้จุติมาพร้อมกัน (เพื่อขับเคลื่อนกันและกัน) คือไม่ใช่ของกันและกัน เมื่อรูปลักษณ์ที่ด้อย ศักยภาพ จึงทำให้ พลังงานทางจิตโดดเด่นขึ้นมา แต่เมื่อจะใช้ก็สายไปเสียแล้ว ใช้เกื้อหนุนร่างกายของสัตว์โลก ทั้งจิตบางส่วนยังยึดติดกับร่างเดิม (ถ้ามีโอกาส จะเขียนถึงหัวข้อ บท.52 นี้ให้มากขึ้นอีก แต่ตอนนี้ เอาโลกแตก ให้รอด ก่อน)



บท.53 พลังงานทางจิต ที่โดเด่น แบบ แหกคอก นานเข้า แสนปี หลายแสนปี...ก็สามารถพึ่งการขับเคลื่น แบบโดดเดี่ยวออกจาก ร่างแฝงได้ โดยใช้พลังงานแห่งจิตวิญญาณ ขับเคลื่อนเต็มกำลัง และแล้ว ปีศาจ ที่เรารู้จัก ก็ได้ (แอบ)กำเนิดขึ้นมา !!!



บท.54 คำว่า แอบ ในที่นี้ คือ เกิดขึ้นแบบไม่ตั้งใจอย่าง โจ่งแจ้ง (จะมีหัวเป็นแพะ ตัวเป็นคน ฯลฯ อะไรก็ตาม)



บท.55 ไม่ใช่เกมส์ที่ เมื่อเราใกล้จะแพ้ แล้ว รีเฟรช เริ่มเล่นใหม่ นี่คือโลกที่มีพลังงานตกค้าง ซึ่งแต่เดิม พลังงานนี้ยิ่งใหญ่ และบริสุทธิ์ ถ้าจะถามหาโจทย์ ทุกฝ่ายล้วนมีส่วนร่วม ส่วนจำเลยก็คือ โจทย์ทุกท่านนั้นเอง เพราะต่างก็ได้รับ ผล ที่เกิดขึ้น กัน ถ้วนหน้า อย่างเลี่ยงไม่พ้น



บท.56 ถ้าการมา ของดาวหาง ขนาด ยักษ์ ที่จะมาถล่มโลกในเร็วๆ นี้ คือการชำระล้าง ครั้งใหญ่ (อีกครั้ง) สิ่งที่เหลือตกค้างอยู่ จะส่ง ผลถึง อนาคต อย่างแน่นอน



บท.57 มนุษย์ต่างดาว บาง พวกนั้น รู้จักใช้ พลังงานแห่งจิตวิญญาณ นี้ ในขั้นที่สามารถสื่อสารทางจิตได้ แต่ก็ยังไม่สูงพอที่จะ วาร์ป หรือ กำเนิดเองได้ (ตายเอง เกิดเอง = อมตะ) คงมีแต่ ซุปเปอร์ก๊อต หรือ องค์ มหาเทพ เท่านั้นที่รู้ว่าทำยังไง และการที่สื่อสารทางจิตได้ ย่อมเมมโมรี่ หน่วยความจำ ทางโทรจิตได้เช่นกัน การเมมโมรี่ นี้ จะไม่มีการตกหล่นหรือการเลือนหาย เพราะเป็นการเมมโมรี่โดยตรง ยกตัวอย่าง



คนเรา ก. ใช้จิตสั่งสมอง 1 ใช้จิตสั่งสมอง 2 สมองสั่งร่างกาย3 ร่างกายสั่งปาก ให้พูดต่อ (พอพูดจบ) 4 ใบหูรับเอาเสียง เข้าไปในสมอง 5 สมองก็ส่งต่อไปยัง พลังแห่งจิตวิญญาณ



คนเรา ข. ใช้สมอง สั่งร่างกาย (ไม่ใช้พลังแห่งจิตวิญญาณ) 1 สมองสั่งร่างกาย2 ร่างกายสั่งปาก ให้พูดต่อ (พอพูดจบ) 3 ใบหูรับเอาเสียง เข้าไปในสมอง



เหมือนกันแทบทุกอย่าง ยกเว้น การใช้พลังงานแห่งจิตวิญญาณ ร่วมสั่งงาน (คัดกรองคำสั่ง)



บท.58 แต่ ทั้ง 2 คน ก็ทำหลายขั้นตอน เหมือนกับ คุณ ค. ฝากซื้อของ จาก ปากต่อปาก หลายๆ ทอด จะมีโอกาศที่จะซื้อของ ผิดเพี้ยน มาให้ จึงมีโอกาสมากกว่าที่ คุณ ค. ไปซื้อของด้วยตัวเอง ยิ่งถ้าเป็นใน กรณี ข. ที่ไม่มีการใช้พลังงานแห่งจิตวิญญาณ ร่วมในการสั่งงานด้วยเลย นั่นหมายถึงไม่มีการ เมมโมรี่ทางจิตไว้เลย พวกเขาเลือกบันทึกความจำไว้ในเซลส์ สมอง ซึ่งเมื่อถึงเวลา บันทึกเหล่านั้นก็จะ ถูย่อยสลายไปตามกระบวนการ ของโลกใบนี้ไปอย่างหมดจด



แล้วทำไม การเราสั่งจิตโดยตรงกับตัวเอง ถึงมีการ ลืม ?



การลืม ไม่ใช่การลบล้าง ถ้าคุณยังจำได้ว่า คุณลืม ทำอะไร แสดงว่าคุณยังจำมันอยู่ คุณถึงมานึกออกทีหลังว่า คุณลืม ถ้าคุณจำไม่ได้เลย นั่นคือ การที่เซลล์ ของคุณ ไม่ทำงานแล้ว



บท.59 สมอง เอาไว้ ลบเลข และสั่งงานร่างกาย แต่ถ้าคุยทางโทรจิตได้โดยตรง ทุกคำพูดและเรื่องราวจะถูกบันทึกไว้ตลอดไป ไม่ต้องผ่านกระบวนการ ทางสมอง(บางส่วน) หู และ ปาก ซึ่งแต่ละส่วน ส่วนใหญ่ ล้วนมีเชื้อไข มาจากทางแม่ (ถึงจะส่วนที่ดีที่สุดก็เถอะ) ไม่ว่านานแค่ไหน หรือไม่ว่าจะอยู่ในสถานะใด ร่างขับเคลื่อน (สิ่งขับเคลื่อน)ใดๆ บางคนที่เมมโมรี่ความทรงจำไว้ ในจิต ด้วยการฝึก จิตบ่อยๆ จึงสามารถมีสติ รับรู้สถานะตนเอง จน แม้แต่เวลาใกล้ตาย ตายไปแล้ว หรือ กำเนิดขึ้นมาใหม่อีกครั้ง ภาพ เสียง และคำพูด ที่บันทึกไว้ ใน พลังแห่งจิตวิญญาณนั้น จะกลับมาอีกครั้ง ตามโอกาศ และสถานที่ หรือ เพลงที่เคยได้ยิน (การระลึกชาติ)



บท.60 ด้วยความที่มนุษย์ และสัตว์โลก อาศัย พัวพัน กันมาตั้งนานแสนนาน จึงมีโอกาสที่จะสัมพัสกันทาง พลังแห่งจิตวิญญาณ โดยผู้ที่มีพลังมากกว่า ส่งไปหาผู้ที่ มีพลังน้อยกว่า ตามทฤษฎีแล้ว พลังงานที่จูน กันนั้น ผู้มีพลังงานมากอยู่ในสถานะ ผู้ส่งพลังงาน ผู้มีพลังงานน้อยกว่า อยู่ในสถาน ผู้รับพลังงาน



บท.61 แทบไม่มี นุษย์คนใดรับรู้ว่าตนเองคือผู้ส่งพลังงานทางจิต ! สัตว์ป่าทุกตัว ล้วนเฝ้าสังเกตกัน และ กัน อย่างเงียบสงบ ตามวิถี (เพราะพลังงานแห่งจิตวิญญาณ ไม่มากไปกว่ากัน) แต่พอมีมนุษย์เข้าไปในระยะ หนึ่งร้อยเมตร หรืออาจไกลกว่านั้นก็ได้ สัตว์ทุกชนิดล้วนแตกตื่นอย่างไร้เหตุผล ทั้งๆที่บางตัวมองไม่เห็นมนุษย์เลย แต่พวกเขารับรู้ถึง พลังงานแปลกปลอมบางอย่างได้ นี่คือความเป็นจริงในยุคอดีตเมื่อไม่นาน พอมาทุกวันนี้ มนุษย์ ก. นำสัตว์ป่ามาหลายชนิด เลี้ยงจนสัตว์มีความคุ้นเคยในการรับพลังงานทางจิตวิญญาณ ของมนุษย์ ก. ได้ อาจจะเป็นเพราะ รับพลังงาน กันและกันอยู่เป็นประจำจน ชิน แต่พอ มนุษย์ ข. มาเยี่ยมที่บ้าน สัตว์ป่า ตกใจแตกตื่นอีก (พฤติกรรมย้อนกลับไปยังยุคอดีตเมื่อกี้ อีกครั้ง) ถ้าเป็นหมา ก็เห่าไม่ลืมหูลืมตา



บท.62 นั่นแสดงว่ามนุษย์ แต่ละคนมีคลื่น พลังงานแห่งจิตวิญญาณ แตกต่างกัน คล้ายกับรหัสพันธุกรรม ใช่หรือไม่ ??



บท.63 บางคนอาจจะบอกว่าเป็นเพราะ หน้าตา มนุษย์ ที่แตกต่าง (แหมสัตว์ที่เอามาเลี้ยง บางประเภท เหมือนกันทั้งโคตรเลย เพราะสัตว์ ก็มีการส่งคลื่นความถี่ ต่ำ มากมายๆๆ หากัน อยู่ มันคงไม่ได้จดจำพวกเดียวกัน แค่ จากหน้าตา หรือ กลิ่น อย่างเดียวหรอกใช่ไหม)แล้ว เรื่องที่ หมามันจำ เจ้าของได้ แม้กระทั่ง ศพ ที่ไม่สามารถ พิสูจน์ เอกลักษณ์ได้ละ ถ้าในขณะที่เขาตายแล้ว พลังงานแห่งจิตวิญญาณนี้ยังไม่ได้ไปไหน หรือว่ามันจะจำได้จากกลิ่น ที่เน่าคลุ้ง จนรูจมูกแทบพัง และอีกหลาย กรณี ที่ ไม่ต้องการบรรยายต่อไม่มีการทดลองอย่างจริงจัง ผู้เขียนอาจจะความรู้น้อยไปนิด แต่ ว่า มีใครเคย เอาฝาแฝด A B มาทดลอง กับสุนัข โดยเอา แฝด A เลี้ยงสุนัขตัวนี้ไปก่อนซัก 10 ปี แล้ว แฝด B แต่งตัว กลิ่น ฯลฯ เหมือนกันทุกย่างกับแฝด A เปลี่ยน มาเลี้ยงมันต่อ แล้วลองสังเกต ว่า สุนัข มันจะเป็นอย่างไร.....



บท.64 ที่สัตว์ทุกวันนี้ไม่ค่อยแตกตื่นแล้ว หรือ เป็นน้อยลง นันคงเพราะมนุษย์ที่มีพลังงานแตกต่างกัน นั้นผ่านไปมาในชีวิตแต่ละวันให้ได้รับรู้จนเคยชิน แต่ก็ยังมีสัตว์บางตัว ตกใจแตกตื่น ซ้ำๆได้ไม่เบื่อ และยังคงมีมนุษย์ บางคนที่ พิเศษ กว่า...



บท.65 ถ้าเรามี IM เหมือนกันหมด เวลาส่ง ข้อความคงได้รับ เหมือนๆกันมั่วไปหมดไม่รู้ใครเป็นใคร ถ้ามนุษย์ต่างดาว มีรหัส คลื่นพลังงานแห่งจิตวิญญาณ เหมือนกันหมด ก็คงจะสั่งงานกันมั่วไปหมด ไม่รู้ว่า ใคร สั่ง ใคร ทำอะไร ?



บท.66 และถ้ามนุษย์ มี คลื่น พลังงานแห่งจิตวิญญาณ เหมือนกันหมด หมาบางตัวมันคงเลิกตกใจซ้ำซาก แต่จะโทษหมา หรือสัตว์ บางชนิดก็ไม่ได้ซะทีเดียว ผู้เขียนเคยสังเกต เห็นว่า สุนัข หรือ แมว วัว ควาย มีทุกกรณี มันจะมี ปฏิกิริยา กับเฉพาะ บางคน



บท.67 บุคคลพิเศษ ที่มีพลังงานแห่งจิตวิญญาณโดดเด่น ต้องใช้คำว่าโดดเด่น เพราะมันไม่รู้ว่าทางใด ดำมืดโดดเด่น , สว่างจ้าโดดเด่น หรือ ทั้งสองอย่างมีโดดเด่นในพลังงานนี้ แต่ต้องมาพร้อมกับแรงส่งที่สูงกว่าบุคคลอื่น อะ..เริ่มสังเกต ตัวเองละซิว่า ไปไหนมาไหน หมาเห่า ผิดปรกติหรือเปล่า จงภูมิใจไว้เถิด อย่างน้อย ก็ แรงส่งสูงกว่าบุคคลทั่วไป ทว่าบุคลเหล่านี้เขาพยามที่จะใช้ แรงส่งของพลังงานแห่งจิตวิญญาณ นี้ไปในทางใด..



บท.68 ถ้าบุคคลแรงส่งสูงเหล่านี้ มีความพยามที่จะเมมโมรี่ หรือบันทึกความทรงจำด้วยการฝึกจิตนั้น สิ่งที่คงอยู่ตลอดไปคือ ความทรงจำ ของ พลังงานแห่งจิตวิญญาณ



บท.69 การทำมัมมี่ ด้วยเหตุผลของการกลับมาอีกครั้ง นั่นเป็นความเชื่อ แต่ไม่ได้หมายความว่า ความเชื่อไม่สามารถเป็นจริงได้ ถ้าเรามองอีกแบบหนึ่ง มัมมี่ ไม่ใช่การกกลับมาใน ร่างเก่า จิตเก่า แต่เป็นการ กลับมาในร่างใหม่ ในแบบเก่า และจิตเก่า แล้ว พวกเขาเก็บร่างเก่า เอาไว้ทำไม ??



บท.70 ถ้าเราจับมนุษย์ ต่างดาวได้ (มีคน จับได้แล้ว พวก อี กัน หนะ , เชิญมาอ่านตรงนี้ แล้วก็อยาตกใจ ว่าคนเขียนรู้ทุกเรื่องได้อย่างไร) เราจะมีข้อสงสัย หลายอย่างเกี่ยวกับร่างกายของเขา เฉพาะ ตรงส่วนประกอบนั่นก็อีกเรื่องหนึ่ง แต่ตรงส่วนผสมของชิ้นเนื้อ และ อวัยวะ รวมทั้ง DNA ฯลฯ บางอย่างคล้ายกับว่ามีอายุทับถมกันมานานแสนนานแล้ว หรือมีการ ขด ตัว อยู่ซ้ำๆ แต่เนื้อเยื่อ ร่างกายส่วนใหญ่นั้น มีอายุยังน้อยนิด บางตัวอายุน้อยกว่ามนุษย์เด็กๆ แปลตัวอย่างให้เห็นภาพง่ายๆ คือ แขน ขวา และแขนซ้ายยาวเท่ากัน เป๊ะ มองข้างนอกไม่มีอะไรแตกต่างเลย แต่ เอาชิ้นเนื้อมาพิสูจน์ แขนขวาอายุ สามร้อยปี ส่วนแขนซ้าย อายุ แค่ 2 วัน เป็นต้น แต่อวัยวะ ที่ แตกต่าง กลับเป็น ส่วนสมอง (บางส่วน) หรือ หัว คนละอายุกับ ร่างกาย นั่นเอง



บท.71 แสดงว่าเราจับ ต่างดาววัยเยาว์ได้ใช่ไหม ? (เด็กๆ ยังเก่งขนาดนี้ โตมา จะเก่งขนาดไหน) แต่... ไม่ใช่ซะทีเดียว จากสวนผสม ของร่างกายที่ผิดต่างกัน มนุษย์รู้ว่ามีร่องรอยการตัดต่อ พันธุกรรม แน่ๆ มนุษย์ต่างดาวผู้นี้ คง จะ ไม่ได้ กำเนิดเอง ตาม กระบวนการปรกติ



บท.72 ในเมื่อ คิดว่า ตัดต่อ พันธุกรรมมาเรา เลยเรียนรู้การตัดต่อ ก็เลยเถิด ตัดต่อ กัน จนเมามัน !!!



บท.73 มนุษย์คงคิดว่า เผ่าพันธุ์ของมนุษย์ ต่างดาวมีมันสมองที่อัฉริยะ ในการประดิษฐ์ คิดค้นและการเดินทาง มากมายกว่ามนุษย์ หลายขุม คงจะเก่ง โดยอัตโนมัตมาแต่กำเนิด เพราะถ้าเทียบอายุขัยของเนื้อเยื่อส่วนใหญ่แล้ว กับมันสมองและความสามารถที่มี น่าจะเก่งมาแต่เกิด โดยเทียบกับสิ่งที่มนุษย์เป็นคือ เกิดมาก็ต้องเรียนรู้ก่อน นั่ง คลาน เดิน แล้วค่อยวิ่ง สงสัยไปทุกเรื่อง ส่วนใหญ่แล้วญาติทางแม่ในตัวจะเป็นผู้ตั้งคำถาม แต่ถ้าเป็น มนุษย์ ต่างดาว คงจะเกิดมาแล้วเก่งเลย ไม่ต้องสอนอะไร เพราะดูจาก ร่องรอยหยักของสมอง ซึ่งมีมากว่ามาก และตรงนี้ (บางส่วน) ก็เป็นอวัยวะที่ทับซ้อนทับถมกัน แบบว่าอายุมากกว่าร่างกาย อีกทั้ง มีพลังงานบางอย่าง ที่มนุษย์ก็มีแต่มีน้อยกว่า



บท.74 แต่ความจริงแล้ว มนุษย์ต่างดาว เก่ง ก่อนที่จะเกิด !!! ?? +++



บท.75 มนุษย์ต่างดาวเป็นพันธุ์แท้หรือไม่ ไม่สามรถตอบได้ แต่ที่แน่ๆ มนุษย์โลก เป็นพันธุ์ ทาง



บท.76 เมื่อไม่มีเหมืนเขา จึงเกิดการ โคลนนิ่งและตัดต่อ พันธุกรรมลูกผสมเกิดขึ้น .......5 5 5 5 5 5 ห้า ห้า ห้า ห้า......ผู้เขียน อยากหัวเราะเป็นภาษาต่างดาว และ ขอไว้ ลัยให้กับร่างของมนุษย์ต่างดาว ผู้ถูก ย่ำยี กับศพ มนุษย์ ได้แสดง ความโง่ แบบฉลาดๆ ออกมาอวดสายตา ชาวจักรวาล !!!!



บท.78 เมื่อคิดว่า มนุษย์ต่างดาว เก่งแต่เกิด แบบตัดต่อออกมา ก็เลยทำให้ เกิด แบบตัดต่อออกไป พอได้ออกมา ก็ไม่เห็นเก่งเท่าที่คิด โง่กว่ามนุษย์หน่อย อาจแย่ตรงที่ ร่างกายที่อ่อนแอเมื่อมาใช้ชีวิตบนโลกจริงๆ เอ... หรือว่านี่คือ อุปสรรค ก็เป็นได้ เมื่อเอามาผสมกับมนุษย์จริงๆ เพื่อให้มีร่างกายที่แข็งแรงขึ้น ก็กลาย เป็นเจ้าชายนิททราไปเลย



การทดลอง ในการตัดต่อพันธุกรรมนั้น มีแบบลับๆ นานแล้ว แต่ล้มเหลวไม่เป็นท่า (ถ้าความไม่เป็นท่ายังสาปสูญ มันก็เลยไม่เคยมีความล้มเหลวเกิดขึ้นมาก่อน) จนสุดท้าย ท้ายสุด สิ่งที่พวกเขาคิดว่า ประสบความสำเร็จ มากที่สุดในเรื่องนี้ก็คือ มนุษย์ และต่างดาวเพศหญิงรวมกันเป็นหนึ่ง ซึ่งยังมีลมหาใจและทำงานให้พวกเขาเองอยู่ทุกวันนี้ หลายคนอ่านตรงนี้แล้ว อาจหัวเราะ เพราะแรงกระตุ้นของ ญาติทางแม่ แต่ถ้าใครบางคนอ่านแล้ว คงขำไม่ออก อย่างเช่น พวกนักวิทยาศาสตร์ ที่ทำเรื่องพวกนี้อยู่ หรือคนที่รู้และควบคุมเรื่องเหล่านี้ก็ตาม (ถึงแม้พวกเขาจะมีแรงกระตุ้นของญาติทางแม่ พอกันก็เถอะ)



ผู้หญิง ไม่มีน้ำเชื้อ อสุจิ นั่นยังไม่สมบูรณ์แบบ เธอไม่สามารถตอบสนองได้ทุกอย่างที่ต้องการรู้ แต่เธอก็ช่วยชาวโลกได้มาก จะออกไปทาง แม่มดใช้พลงจิตซะมากกว่า ใช่ไหม ? (ถามพวกที่ ทดลอง)



บท.79 การโคลนนิ่งตัดต่อ พันธุกรรมโดยการคาดเดา บนพื้นฐานของความไม่ค่อย เข้าใจนั้น ไม่ใช่การ หาคำตอบเพื่อหาทางออก แต่เป็นการเพิ่มคำถามเพื่อไม่มีเวลาหาทางออก เพราะมัวแต่ งง กับคำถามที่เพิ่มขึ้นมา ผุดขึ้นมาใหม่ทุกวินาที และไม่มีทางจะหาคำตอบได้หมด แค่ในช่วงอายุขัยของมนุษย์หนึ่งคน การถ่ายทอดเรื่องราวเพื่อให้สานงานต่อจึงต้องใช้เวลา และต้องมีมนุษย์ผู้โชคร้าย เกิดมาเรียนเก่ง เป็นนักวิทยาศาสตร์ หลงเข้าไปซักคนหนึ่ง จึงจะสานงานที่มีต่อได้



บท.80 แต่การถ่ายทอดพลังงานและความทรงจำ ทางจิตวิญญาณนั้น ไม่มีวันจะสูญสลายและไม่ต้องใช้เวลานาน เมื่อการสื่อสารทางโทรจิตเกิดขึ้นได้ พวกเขาย่อมถ่ายทอดภาพ และเสียงผ่านทางโทรจิตให้แก่กัน



ถ้าถ่ายทอดให้บุคคลที่ สอง ได้ ย่อมถ่ายทอดให้แก่ บุคคลที่ หนึ่ง ผู้อยู่ ณ จุดที่สองได้ใช่ไหม ? (เหอๆ งงจิ เหมือนกันเรยยย.....) (กำ..คนเขียนก็ งง )



บท.81 เมื่อวิวัฒนาการ ก้าวล้ำ เกินเวลาที่เคยได้มา มากมาย นั้นแสดงว่า วิวัฒนาการ กำเนิดก่อนเวลา เหมือนเราใช้เวลาค้นคว้า หาคำตอบ และความรู้มาเป็นระยะเวลา แสนล้านปี ก่อนที่จะขึ้นยาน ขับเคลื่อน (สะสารขับเคลื่อน , ร่างขับเคลื่อน) เพื่อทำภาระกิจใดๆเพียงแค่ แปดสิบปี (อายุขัยของร่างมนุษย์) แล้วตอนแสนล้านปี เราเป็นอะไรอยู่ ??



บท.82 ถ้า อเมริกาทำหนังเรื่องอวตาร ออกมาได้ นั่นแสดงว่าเริ่มมีการเรียนรู้เรื่อง อวตารเกิดขึ้นมาแล้ว แต่พวกเขายังไม่เข้าใจคำว่า อวตาร (กำเนิดใหม่) ในหนังเป็นแค่ เบสิก เริ่มต้น การขับเคลื่อนร่างโดยทั่วไปของการ อวตาร นั่น จริงๆมีมากกว่า สอง ไม่ใช่ลอยไปที่นี่ แล้วที่นั่นดับสวิช .. ลอยกลับไปตรงนั้น แล้วตรงนี้ สวิช ออฟลาย ถ้าแบบนี้ ทางอีสานเขาเรียกว่า “ผีลง” (วิญญาณเข้าสิง) การขับเคลื่อนร่างกายมากกว่า สอง ร่างนั้น เป็นศาสตร์ วิทยาขั้นสูงเกินกว่ามนุษย์จะทำได้ แต่มนุษย์ อาจจะเคยทำขั้นเบสิก มาแล้ว คือ ย้ายไปร่างใหม่แบบร่างเก่า ออฟลาย นั่นแหละ แต่ ออฟลายในที่นี้คือ แบบถาวรไปเลย



บท.83 มนุษย์ต่างดาวมีการสื่อสาร และเมมโมรี่ทางพลังงานแห่งจิตวิญญาณ เมื่อร่างกายจากไป แล้วกลับมาใหม่ด้วยการตัดต่อ หรือโคลนจากร่างเดิม หน้าตา ท่าทาง คงเดิม แต่กลไกการทำงานทางสมองต้องเพิ่มเข้าไปจากของเก่าอีก เพื่อให้รองรับกับข้อมูลในอดีต จนถึงปัจจุบันที่เพิ่มมากขึ้น ของ พลังแห่งจิตวิญญาณ เมื่อนำรางใหม่ มารวมเข้ากับ พลังงานแห่งจิตวิญญาณ เดิม จึงได้คนเดิมในร่างใหม่ (แบบเดิมๆ) หัวใจดั้งเดิมขนานแท้



บท.84 การเรียนรู้เรื่องราวในอดีต จึงไม่มีอีกต่อไป (เพราะมันมีอยู่แล้ว) จึงมีแต่การเรียนรู้ในเรื่องใหม่ๆ ในฐานข้อมูลเดิมที่มีอยู่เต็มพิกัด การส่งต่อเรื่องราวของตัวเอง ให้กับตัวเอง จึงเป็นการที่ทำให้เข้าใจง่ายกว่าการส่งต่อเรื่องราวของตัวเองให้กับคนอื่น เพราะตัวเองย่อมเข้าใจ ในตัวเอง ว่าทำอะไร เจออะไรมา ถึงไม่ใช่ ทั้งหมด ก็เถอะ



บท.85 จริงๆแล้ว การถ่ายโอนพลังงานแห่งจิตวิญญาณ ไปสู่ร่างขับเคลื่อนใหม่ นี้น่าจะมีมาก่อน การถ่ายโอน (สื่อสาร) กันทางโทรจิต ของบุคคล สอง คนด้วยซ้ำ



บท.86 หลักฐานหนึ่งที่แสดงอยู่บนโลก ผู้เขียนคิดว่าต้องเกียวเนื่องกันอย่างแน่นอน คือการทำมัมมี่ คงไม่มีคนบ้าคนไหน ที่จะกลับมาใช้ร่างกายผุพัง เน่าเปื่อยหรอกใช่ไหม ? ในเมื่อทุก สรรพสิ่งล้วนแล้วแต่เห็นด้วยตาว่า เกิดมาแล้วก็ต้องตาย เวลาตายก็เน่าเปื่อย ไม่มีใครโง่ขนาดนั้นหรอก คนสมัยก่อนเก่งกว่าเราอีก เหตุผลคือ การเก็บรักษา DNA และชิ้นส่วน ไว้ให้ดีที่สุด เพื่อการนำกลับมาใช้ใหม่ ด้วยกลไกของการโคลนนิ่งและตัดต่อ คล้ายกับการแช่อิ่มผลไม้ แทนที่จะปล่อยให้เน่าเสีย ก็ ดองและแช่ไว้ เพื่อคงระยะเวลาไว้ให้ได้นานที่สุด รอคอยผู้มา กิน



บท.87 อาจมีหลายเหตุผลและเหตุการณ์ที่ ทำให้เรื่องเกิด หรือ เกิดแล้วไม่สานต่อให้จบ


เรื่องเกิด - พวกเขาอาจจะรู้ว่า น้ำจะท่วมโลก หรือ หายนะกำลังจะมาเยือน อาจจะเป็นยุคที่ขาดแคลน รันทด หรือ อาจจะเป็นความรักศรัทธา ย่างยิ่งยวด ที่อยากจะเก็บ บุคคลอันเป็นที่รัก ไว้ เพื่อกำเนิดใหม่ ฯลฯ



เรื่องเกิดแล้วไม่ได้สานต่อ - ภัยพิบัติ ของโลก อาจจะร้ายแรงหนัก (เกินกว่าที่คาดไว้) ทั้งผู้ที่เก็บรักษา และผู้สร้าง หายเรียบ หรือ พวกเขาไม่สามารถ จะทำเรื่องเหล่านี้ด้วยตัวเองได้ เพียงแค่สามารถ ดองไว้ตามสูตร แล้วรอคอย ผู้มาเยือน (พ่อเรา) กลับมามอบร่างใหม่ให้อีกครั้ง ฯลฯ



บท.88 ถ้าวันข้างหน้า มนุษย์ทำการย้ายร่างได้สำเร็จ น่าจะปลุก พวกเขาขึ้นมาถามเรื่องราวในอดีตดีไหม ถ้าเขากลับมาแล้ว ตัวเขาเองจะรู้สึกอย่างไร ที่ต้องมาเป็นคนธรรมดา ไร้ศักดินา แต่ถ้าเขาฝึกจิตมาดี คงไม่มีปัญหา



บท.89 ฉะนั้นแล้ว พวก (มนุษย์) นักตัดต่อ เอ๋ย ความผิดพลาดของคุณคือ คุณมี อุปกรณ์ขับเคลื่อน แต่คุณไม่มี พลังงานพลักดัน จนในที่สุด พวกคุณก็ออกมายอมรับเองว่า มนุษย์ มีพลังขับเคลื่อนอยู่ สองอย่าง คือ พลังงานทางกาย และ พลังงานทางจิต เมื่อไม่นานมานี้เอง



บท.90 การที่มนุษย์ บ้าอำนาจพวหนึ่ง จะออกมายอมรับแบบนี้ได้ แสดงว่าต้องเกิดเหตุการณ์ หลายๆอย่างในการทดลองหรือกระบวนการตัดต่อ แสดงให้เห็นอย่างแจ่มแจ้งแดงแจ๋ หลายร้อยครั้ง จนพวกเขาเถียงไม่ออก ว่ามีพลังงานทางจิตอยู่จริง ถึงกล้าออกมายอมรับ เพราะโดยปรกติแล้ว มนุษย์ พันธุ์ทาง ที่มี พลัง 1A ที่ยิ่งใหญ่อยู่แล้ว ย่อม จะไม่ยอมรับ พลัง 1B ที่ยิ่งใหญ่กว่า (มีอยู่ แต่ยังไม่ตื่น) ว่ามีอยู่จริง และมนุษย์ส่วนใหญ่ ก็จะเป็นแบบนี้กัน ทั้งโลก



บท.91 ที่ผู้เขียน พรรณา มาถึงตรงนี้ (จุดประสงค์หลัก) เพื่อระบายความบ้าของตัวเอง (จุดประสงค์ รอง) และเพื่อให้ผู้อ่านได้เข้าใจในบางส่วน (จริงๆ มี เรื่องราวเยอะกว่านี้มาก) ของเหตุผลในการใช้จิตบังคับกายในสถานการณ์ คับขันขั้นร้ายแรงที่จะต้อง เกิดขึ้นแน่นอน เพื่อสิ่งตกค้างที่จะตามมาบนโลกใบนี้จะได้ไม่มีเรารวมอยู่ในนั้นด้วย



บท.92 ถ้ามีสภาอยู่บนจักรวาล ญาติทางพ่อ ได้ลงมาสร้างสิ่งมีชีวิตไว้บนโลกใบนี้ ด้วยเหตุผลใดๆก็ตามแต่ข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น จากกระบวนการย่อยสลายที่ไม่หมดจด ของ พลังงานชนิดหนึ่งซึ่งมีอยู่จริงและเป็น อมตะ



ความเห็นของสภา - ต้องคัดแยกผู้มีพลังทางด้านดี ออกจากพลังทางด้านร้าย (แต่เดิมก็เคยดี) แล้วเกื้อหนุนส่งเสริม พลังทางด้านดีให้ ปกครองเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้น



ทำแล้ว ผลคือ - พลังงานทางด้านร้าย ถูกละทิ้งนานเข้า เดียวดายไร้ทางออก กดดัน เคียดแค้น ชิงชัง จากการถูกละเลย หนักเข้าก็โดนพลังทางด้านดีทำลาย กลายเป็นสงคราม พลังทางด้านร้ายจึงแตกกระจาย ออกเป็น อนุภาคเล็กๆ สิ่งที่มีปัญหา ไม่ได้อยู่ที่ ขนาดหรือ พาว์เวอร์ เสมอไป ดังเราจะเห็นได้จาก สิ่งที่อยู่รอดและไม่เคยสูญพันธุ์ คือ พวกจูลินทรีย์ จิ๋วแต่แจ๋ว พลังที่แตกสลาย ก็กลายเป็นเพิ่มปัญหา ทำให้พลังนี้มีอยู่ทุกที่ ทุกหนแห่ง



บท.93 ความเห็นของสภา ในการแก้ไข มีอีกหลายต่อหลายครั้ง หนึ่งในนั้นคือการชำระล้าง



ทำแล้ว ผลคือ - พลังงานทั้งด้านดี และไม่ดี ตกค้าง มากมาย (คนที่ไม่เคยฝึกจิต ตัดสินไม่ได้ว่าเขาเป็นคนไม่ดี) และต้องตกอยู่ใต้อำนาจของพลังงานที่แตสลายก่อนหน้านั้น กลายเป็นเพิ่มปัญหาหนักเข้าไปอีก การชำระล้างนั้น ผู้ที่รอดมากที่สุด คือ ลูกๆของญาติทางแม่ ซึ่งทำให้พลังด้านร้ายครอบงำได้ง่ายมากๆ



บท.94 ถ้าอย่างนั้นก็ควรนำพลังที่ดีๆ และบริสุทธิ์ออกมาซะ ไม่ควรปล่อยให้รับชะตากรรมบนโลก อีกต่อไป (โดนญาติทางแม่เบียดเบียน)



ความเห็นของสภา - เป็นไปไม่ได้ นั่นต้องไม่ใช่ทางออกที่ดีแน่ เพราะ เขา(มนุษย์โลก) ไม่ใช่พันธุ์แท้เหมือนพวกเรา เอากลับออกมา สุ่มสีสุ่มห้าจะรู้ได้อย่างไรว่า พวกเขาจะบริสุทธ์สะอาด และสมบูรณ์แบบเหมือนพันธุ์แท้ ทั่วไป ... สภากลัวพลังแห่งจิตวิญญาณ อันเป็นผลงาน จากโลกที่วุ่นวาย จะขึ้นไปทำให้ จักรวาล (สถานที่ใดๆ ซึ่งพันธุ์แท้เขาอยู่กัน) วุ่นวาย เพิ่มอีกที่หนึ่งด้วยปัญหานี้ มันเนิ่นนานเกินไป สำหรับ มนุษย์โลก พวกเขาบอบช้ำจนเกินเยียวยา....



บท.95 มนุษย์ บนโลกกลายเป็นอสูรกาย เสียส่วนใหญ่ ในสายตาของชาวจักรวาล จนมีมนุษย์ผู้หนึ่ง ซึ่งเป็นร่างอวตารของมหาเทพ ผู้สร้างและบันดาล ได้ลบคำสบประมาทว่า มนุษย์ พันธุ์ทางนั้น ไม่สามารถ นำพลังงานแห่งจิตวิญญาณ ให้หลุดพ้น เป็นพลังงานที่ สะอาด หมดจด สมบูรณ์แบบได้



บท.96 ตราบใดที่มนุษย์ (ยังเข้าใจว่าตนเอง) คือ รูป รส กลิ่น เสียง สัมพัสทางกาย



บท.97 ดังที่ท่านพ่อ องค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสไว้แล้ว “สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม” การตั้งมั่นทางจิต ช่วยให้จิตไม่แตกสลาย (สติหลุด จิตแตก หรือ ตะบะแตก นั่นเอง) คงสภาพเป็นเอก แล้ว บ่มเพาะจิตที่เป็นเอกนี้ให้ปลดเปลื้อง สิ่งลวงตา (คือสิ่งที่ไม่คงอยู่ถาวร จริง ต้องสลายไปตาม กลไกทางชีววิทยา) เพื่อให้จิตรู้สำนึก มีสติ รู้สภาพ และหลุดพ้นออกจากการ เวียนไหว้ ตายเกิดซะนี่คือ หนทางของพระเจ้า (ผู้สร้าง) เพื่อที่จะช่วยลูกๆของพระองค์ ซึ่งล้วนแล้วแต่ เป็นพลังอันบริสุทธิ์มาทั้งสิ้น ให้หลุดพ้นจาก วัฒจักรการตกค้าง ของพลังงานแห่งจิตวิญญาณ ก่อนที่โลกใบนี้จะ อวสาน อย่างแท้จริง แต่น้อยคนนักที่จะหลุดพ้นได้



บท.98 (ผู้เขียน) - “ทำไมท่านพ่อไม่อยู่ช่วยลูกๆ ก่อนละ ทำไมต้องรีบจากไปด้วย”



(พ่อ) - “ผู้ช่วย ให้สำเร็จได้ มีเพียงหนึ่งเดียว ก็คือตัวของเจ้าเอง พ่อจะอยู่หรือไปนั้น ไม่ใช่หลัก ผู้ตั้งใจ และศรัทธา พลังแห่งจิตวิญญาณของตน อย่างแท้จริง จึงสมควรแล้วที่จะได้หลุดพ้น”



บท.99 พ่อของเรายังคงเฝ้าดู และคอยช่วยเหลือเราแบบที่เราไม่เคยได้ใส่ใจ แต่ทุกครั้งที่หายนะ มาเยือน ดูเหมือนลูกทางแม่จะเป็นฝ่ายที่เหลือรอดมากกว่า ยังกับว่าเป็นฝ่ายถูกเลือก (ให้รอด) เพราะพวกเขาอาจจะมี เก้าสิบเปอร์เซ็นต์ ของอะไรทั้งหมดที่มีเป็น ชาวโลก จริงๆ



บท.100 แต่.....การชำระล้างคราวนี้ ไม่ใช่ โลก (ญาติทางแม่) เป็นฝ่ายเลือก ผู้รอด !



บท.101 พลังงานแห่งจิตวิญญาณที่แตกสลาย นั้นก็ได้กระจายกันไปอยู่ตามที่ต่างๆ เวียนไหว้ ตายเกิด ส่วนที่ดี ก็เป็นคนดี ส่วนที่เสีย ก็เป็นคนเสีย ไม่สามารถกลับมารวมกันเป็นหนึ่งได้ง่ายๆอีก



บท.102 อีกนัยหนึ่งที่ท่านพ่อ เสด็จลงมา ก่อกำเนิดศาสนาพุทธนั้น อาจเป็นการมาก่อสร้างปราการพลังงาน เพื่อตั้งรับกับมหาภัยพิบัติ ที่จะเกิดขึ้น ภายภาคหน้า(ณ ตอนนี้) ก็เป็นได้



บท.103 การเสด็จมาแจกคู่มือใช้จิตนำทางกายนั้น เพื่อให้มนุษย์ ผู้เลือกที่จะเป็นลูกทางพ่อ ได้ตั้งมั่นรวมจิตไว้กับตนเป็นหนึ่ง ไม่ว่าจะตกอยู่ในสภาพหรือ สถานการณ์ใด ก็จะไม่มีการแตกกระจายหรือตกค้าง และจะได้เห็นทางออกที่จะไปยังโลกใหม่ที่ดีกว่าสำหรับผู้เขียนนั้น ไม่ว่าหลังจาก มหาภัยพิบัติจบสิ้นแล้ว ใครจะอยู่หรือตายทุกคนล้วน โขคดีในความโชคร้ายไม่ ต่างกัน



บท.104 คนตาย



โขคดี - ได้ตายหมู่ครั้งประวัติศาสตร์ เป็นหนึ่งในผู้ร่วมเหตุการณ์ที่ได้ตาย ไม่ ต้องมาทนเห็น (ด้วยตา) โลกที่แสนรันทดหลังจากที่เกิด หายนะ



โขคร้าย - ลูกทางพ่อ ไม่ได้เห็น (ด้วยตา) ความเปลี่ยนแปลงของโลกนี้ว่า จะเป็นไปอย่างไร



ลูกทางแม่ ทรัพย์ ,สมบัติ ,บริวาร ,ร่างกาย ,อำนาจ หมดเลยตู เกิดชาติหน้าจะเป็นลูกคนรวยอีกมั้ยเนี้ยะ ....กลุ้ม



คนอยู่ (รอดตาย)



โขคดี - โขคดีรอดตาย ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของโลกหลัง หายนะ



โชคร้าย - ไม่ครบ สามสิบสอง อะ.. ขาขาด แขนขาด หลังหัก ตาบอด ลูกหาย เมียหนี ผัวตาย ....กำ และอีกหลายอย่างที่คาดไม่ถึงเดี๋ยวผู้ เขียนจะ สาทะยายให้ได้ อ่านกัน



บท.105 ด้วยความที่พลังแห่งมหาจักรวาล เกินกว่าการคาดเดาได้ ความลับของจักรวาลก็ต้องเป็นความลับ ผู้เขียนไม่สามารถนำมาเปิดเผยได้ทั้งหมด (ในตอนนี้) จะเขียนไว้เป็นแนวทางเท่านั้นแม้แต่ชาวมายา ผู้ช่ำชองในเรื่องของดวงดาว และการคำนวน วันเดือนปี ยังไม่เก่งกาจสามารถพอที่จะคำนวนได้ ว่า ดวงดาว นิบุริ ที่มาเยือนโลกใบนี้ จะสร้างหายนะ อย่างไรกับโลกมนุษย์ นี้บ้าง การสิ้นสุดวันเดือนปี อยู่ที่ วันที่ 24 /12 /2012 นั้นไม่ได้หมายความว่า อวสานโลก แต่เป็นการเริ่มต้น วันใหม่ ศักราชใหม่ และ วิถีโคจร (เกือบ)ใหม่



บท.106 อ้าว..ถ้าเริ่มต้นใหม่ ทำไมไม่มี ปฏิทินวันที่ 25 /12 / 2012 ของชาวมายาละ ?? (กำ..ชอบถามแล้วไม่ ต่อให้จบ ...คาใจว้อยย..) (อ่านดิ..อ่าน)



บท.107 แม้แต่นักวิทยาศาสตร์รุ่นปัจจุบัน ที่ยอมรับความสามารถของชาวมายา ให้เป็นปรามาจารย์ แล้วลูกศิษย์ อย่างพวกเขา ก็ยังไม่สามารถคำนวนและคาดการณ์ได้ว่า โลกใบนี้จะเจอกับหายนะ อะไรบ้าง (ขนาดปรามาจารย์ยังไม่รู้เลย) และจะมีมาเมื่อไหร่ ข้อสรุบที่ได้ว่า พวกเขาไม่รู้อะไรเลย จริงๆ นั่นคือ ความ ประพฤติ ปล่อยไก่ของพวกเขาเองนั่นแหละ



บท.108 5 5 5 5 ห้าห้าห้า...ขอหัวเราะอีกครั้งละกัน ให้กับการแสดงความโง่แบบฉลาดๆ ออกมาให้ชาวจักรวาลได้เห็นกัน อีกแล้วครับทั่น !



บท.109 (โถ..เอ็งคนเขียนฉลาดนักนิ) (โง่เหมือนกัน..แต่ไม่ได้มีโอกาสแสดงออก ไม่มีตังค์)



คือการสร้างยาน อวกาศ หรือ ยานอะไรก็ตามแต่ ด้วยงบ มหาศาล เพื่อหนี หายนะครั้งนี้ นั่นแสดงให้เห็นว่าพวกเขายังไม่รู้ความเป็นไปของโลกนี้ ไม่ว่าจะก่อนนี้หรือหลังจากนี้ดีพอ เมื่อยังไม่รู้ก็หนีไปก่อน เฝ้าจับตาดูแล้วค่อยว่ากันใหม่ทีหลัง หรือไง ถ้าพวกคุณได้อ่านบทความนี้รู้ไว้เลยคุณคิดผิด บอกแล้วไงว่า มนุษย์ พันธุ์ทาง ญาติทางแม่ ไม่ใช่ผู้เลือกเหมือนคราวที่แล้ว อีกต่อไป ครั้งนี้ พ่อของเราเป็นผู้เลือกว่า ใครจะรอด ใครจะไป



ไม่เชื่อใช่ไหม ??



บท.110 การที่ดวงดาวใหญ่โต มโหรทึก ขนาดนั้น มาจ๊ะเอ๋โลกด้วยการทับเส้นโคจรของโลกแบบเต็มๆ (อย่าตอแหลอีกเลย พวก นัก วิด ยา สาด ว่ามันแค่ เฉียดแบบเล็กๆ) คุณคิดว่าอะไรจะเกิดขึ้นบ้างองค์ประกอของดาว นิบุริ เป็นดาวฤกษ์มีแสงสว่างในตัวเอง เดินทางด้วยความเร็วสูง (จึงเรียกว่าดาว หาง เพราะมันไปเร็ว ?) ดวงใหญ่มาก น่าจะกลม หรือ เบี้ยวบูดแบบกลมๆ ตามสภาพทั่วไปของดาวในจักรวาล ใหญ่กว่า ดาวพฤหัส สองเท่า ขึ้นไป หรืออาจมากกว่านั้น



การคาดเดา 1ก ขั้วแม่เหล็กของโลกผันผวน แบบ A ดึงดูดเข้าหากัน ด้วยความที่ใกล้โลกมากกว่าดวงอาทิตย์ ส่วนด้าน ของโลกที่หันไปปะทะกับดาวดวงนี้ ใหม้ทั้งแถบแน่นอน (ใหม้แบบไมโครเวฟ)โลก อาจถูกแรงดึงดูดกระชาก ออกไป เป็นบริวารของดาวดวงนี้แทน หมุนรอบดาวนิบุริ และติดสอยห้อยตามไปอ้อม พระอาทิตย์สองดวง เป็นเวลา สามพันหกร้อยปี หรืออาจจะนานกว่านั้น แต่มีแสงว่างเพียบเพราะติดกับดาวนี้เหมือนพระจันทร์ติดกับโลกยังไงยังงั้น ถ้าเป็นแบบนี้ก็ย่างสดไปแถบหนึ่งเลย หากว่าโลกหมุนรอบตัวเองแบบเอาด้านเดียวเข้าหา (ภาพ *1) ร้ายหน่อยก็ย่างทั้งโลกแหละ แหะๆ ถ้าโลกหมุนแบบรอบโลกเข้าหา






(ภาพ *2)








(ขึ้นอยู่กับแกนโลก อันใหม่)




2ก ขั้วแม่เหล็กของโลกผันผวน แบบ B พลักกันออก ด้วยความผันผวนของพลังแม่เหล็กในโลก และของดาวนิบุริ เมื่อดวงดาวนี้เข้ามาใกล้ ทำให้ไม่สามารถคาดเดาได้ว่า แรงแม่เหล็กของโลกจะเป็นไปในทิศทางใดถ้าพลักกันออกคุณคิดว่า ใครจะโดนพลัก มดจะพลักช้างมั้งเน้อะ..โลกอาจจะโดนพลักออกไป ในทิศทางใดไม่ทราบได้ ถ้าพลักไปข้างหน้า โลกเราก็จะเดินทางเร็วขึ้นกว่ากำหนด (อันนี้ไม่ขออธิบาย พวกนักวิทยาศาสตร์ด้วยกันจะเข้าใจ) และถ้าโลกโดนพลักไปข้างหลัง โลกก็จะเดินทางย้อนเวลากลับไป (ขอบอกว่าย้อนเวลา ไม่ใช่ย้อนอดีต) อันหลังนี้ไม่เท่าไหร่ ถ้าโดนพลักไปข้างหน้า มีโอกาสที่ดาวดวงนี้จะชนโลกเข้าอย่างจัง คำว่าพลักนี้ ท่าจะนิ่มนวลเกินไป เราไม่รู้อีกว่าแรงพลักดันนี้จะมีค่ามหาศาลแค่ไหน ถ้ามันพลักเราให้กระเด็น กระดอน ไปยังที่ไกลแสนไกล จะทำยังไง อิอิ



3ก ทั้งดึงดูด และพลักดัน กรณีนี้มีได้อย่างหนึ่งคือ ดูดเข้ามาหากันก่อนแล้ว พอสนามแม่เหล็กที่ปันป่วนของโลก เปลี่ยนไปอีก ทำให้เกิดการพลักขึ้นทั้งดึงดูด และพลักดัน เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน ทำให้มีหลายปรากฏการ ในนี้ อาจจะบังเกิด ...



  1. โลกหมุนไปมาไร้ทิศทางแบบบ้าบิ่น
  2. โลกหมุนแบบทิศเดียวอย่างแรง (ทำให้ลด หรือ เพิ่ม แรงขับเคลื่อน)กลายเป็นแรงขับเคลื่อนใหม่
  3. โลกหมุนตามดาวนิบุริไป ในระหว่างการดึงดูด และโดนพลักดันออก อย่างรุนแรง ตอนที่อยู่ตรงไหนซักที่หนึ่ง ของกาแล๊คซี่ก็ไม่ทราบได้ในขั้นตอนของการติดสอยห้อยตาม สถานะของโลกเปลี่ยนไป หมุนรอบพระอาทิตย์ไหนดีหว่า ?



บท.111 ขอไว้อาลัยให้กับบ้านเลขที่นี้ด้วย (ไม่ได้เกี่ยวอะไรเลยนะเนี้ยะ....)



บท.112 มีอีกหลายเหตุผล และจินตนาการสุดที่จะคาดเดาได้ นั่นเพราะไม่มีบันทึกในการรับมือ กับพลังของมหาจักรวาล ในเมื่อไม่รู้หนีก่อนดีกว่า ใช่หรือไม่ ?? ในเมื่อ ไม่รู้จักโลกที่อาศัยอยู่มาตั้งแต่เกิด ดีพอ แล้วจะรู้จักโลกอื่นที่อยู่ภายภาคหน้าได้อย่างไร ? เพียงเพื่ออยากรักษาชีวิตตนเองไว้ โดยการไปตายเอาดาบหน้า ไม่คิดหาวิธีทางออกที่ยั่งยืน มนุษย์มีเวลาเป็นพันๆ ปีที่จะฝึกฝนและใช้ของดีที่มีอยู่ในตัว ประสานการทำงานกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ตนเองมี แต่มนุษย์ส่วนใหญ่ ที่ขับเคลื่อนโลก ไม่เคยทำและไม่คิดจะสนใจ กลับแบ่งแยก ศาสตร์ ทั้ง สองให้เป็นคนละเรื่องดั่งเส้น คู่ขนาน (คำเปรียบเทียบ) ที่ไม่มีวันบรรจบกันได้ (แต่ผู้เขียนเชื่อว่าเส้นขนานมีวันบรรจบกันได้)



บท.113 พอการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่มาเยือน ก็เลยหนี ดีก่า หึหึ พวกคุณจะซมซานกลับมา อย่างสุนัขตากแห้ง เพื่อมาแจ้งข่าวในอดีตที่พวกคุณทำ และสิ่งที่พวกคุณ พบเจอมาในปัจจุบัน หมดหน้าที่ตรงนี้ พวกคุณจะมีอันเป็นไป !!! ?



บท.114 นี่คือสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นกับผู้ที่กำลังพยาม จะหนี (แม่ของตัวเอง) ตลอดเวลาแม่คิดว่าพวกคุณเป็นลูกของเขา ส่วนพวกที่เหลือ และอยู่รอด จะได้รับพลังใหม่ ที่น่าพิศมัย และ น่าพิศวง งง งวย ซึ่งผู้ที่จากไป ไม่ว่าจะด้วยการตายหรือการหนี ไม่มีทางได้รับ พลังนั้นคือ พลัง อะไรหว่า..?? (กำ..คำถามเก่ายังไม่ตอบ ดันถามใหม่อีก)



บท.115 จะขอบคุณดวงดาวใหญ่โต มโหรทึก ผู้มาเยือนในเร็ววันนี้ดีหรือไม่ เพราะสิ่งต่างๆที่เราไม่เคยรู้ไม่เคยเห็นจะเกิดขึ้น แต่ไม่ว่าจะเกิดตามกรณี หนึ่ง สอง สาม หรืออื่นใดก็ตามมนุษย์หรือสิ่งที่อยู่บนโลกนี้ จะไม่โดนเหวี่ยงออกนอกโลกแน่นอน เราอาจจะไม่รู้สึกว่าโลก โดนเหวี่ยงอยู่ หรือหมุนตัวไปมา ส่ายเอว ส่ายตูด ฯ แต่เราอาจจะรู้สึกถึงคลื่นน้ำขนาด มหึมา ยกกำลังสิบ (ภาษาบ้าน ใหญ่โคตรๆ) การไหวของแผ่นดินอย่างรุนแรง การยกตัวสูงของแผ่นเปลือกโลก การระเบิดของภูเขาไฟ การเกิดกลางวันกลางคืนอย่างฉับพลัน การมีอุกาบาตตกเนื่องจากเป็นเศษเสี้ยวชิ้นส่วนของดวงดาวที่ลอยตามขอบดาวนิบุริมา แต่เข้าใกล้โลกมาก จนหลุดเข้ามาในแรงดึงดูดของโลก ซึ่งมีแน่นอน อุกาบาตตกเนี้ยะ อย่าตกใจ กว่าจะถึงภาคพื้นดินได้ ขนาดใหญ่สุด อาจจะมีขนาดแค่ประเทศ สิงคโปร์ (เฮ่อๆ) และขนาดนั้นก็ทำโลกเสียหายไม่เท่าไหร่หรอก แค่สองในสามเท่านั้นเอง เจอไปสามลูกก็ ตัวใครตัวมัน !!!! +



บท. 116 สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น จนทำให้คนบางกลุ่มสร้างยานหนีแบบเล่นๆ แต่เพราะมันจะเกิดขึ้นจริง และร้ายแรงเกินกว่าที่มนุษย์โลกจะเคยเจอ มนุษย์คิดว่า ทุกครั้งที่ผ่านมา ยังมีสิ่งมีชีวิตหลงเหลือ แต่ครั้งนี้อาจไม่ เมื่อ สามพันหกร้อยปีที่แล้ว มันเคยมาเฉียดเรา และมันก็เคยมาเฉียดเราแบบนี้แหละ เมื่อ น้าน นานๆๆๆๆ มาแล้ว อาจจะ สามพันหกร้อยปี ย้อนหลังไปอีกร้อยรอบ มั้ง ไม่สามารถคำนวนได้แน่ชัด แต่ไม่ได้ใกล้ขนาดนี้ คราวนี้ใกล้มากๆ เพราะอะไร ? หลักฐานอย่างหนึ่งคือ ดวงจันทร์ และดวงจันทร์นี่แหละคือหลักฐานสำคัญว่า โลกนี้แข็งแรงมากพอที่จะดูแลตัวเองจากหายนะครั้งนี้ได้ (งง อีกละซิ อะ..งง ต่อเรยยย) แต่ก็ยังจะเกิดเหตุการณ์ ต่างๆตามมาอยู่ดี



บท.117 ดวงจันทร์ แตกต่างและมีอิทธิพล แต่จะแข็งแรงพอหรือไม่ การมาของดาวนิบุริ จะเป็นข้อพิสูจน์ว่า ดาวที่ชื่อว่าโลกของเรานี้ เยี่ยมยอดเพียงใด ถ้าดวงจันทร์ยังเป็นบริวารของโลกนี้อยู่หลังจากดาว นิบุริจากไปแล้ว แสดงว่า โลกของเราแข็งแรงมากพอที่จะปกป้องตัวเองและปกป้องบริวาร (ดวงจันทร์) ของตัวเองได้ และแน่นอน ว่าสิ่งเหล่านี้ได้เกิดขึ้นมาก่อนแล้วเมื่อ น้าน นาน ๆๆๆๆ มาแล้ว ตามที่บอกไป



บท.118 การที่ดาวเคราะห์ดวงหนึ่งๆ จะมีบริวารได้ซักดวงหนึ่ง ไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลย และการที่ดาวฤกษ์ หนึ่งดวง จะมีบริวารได้ถึง สิบเอ็ดดวง ก็ไม่ใช่ขี้ๆ เหมือนกัน



บท.119 ดวงจันทร์ไม่ใช่ผลผลิตของโลกนี้ การที่ส่องกล้องแล้วเห็นสิ่งปลูกสร้างนั้นไม่ได้หมายความว่า ดาวดวงนี้คลอดออกมาจากโลกของเรา อ้าว.. แล้วมาวนเวียนอะไรอยู่แถวนี้ละ ? สภาพโดยทั่วไปก็เห็นอยู่แล้วว่า ดวงจันทร์มีอะไรคล้าย สิ่งที่อยู่ในโลกเราบ้าง นอกจากกระต่าย ... ค่อนข้างแตกต่างโดยสิ้นเชิง (ดู ข้อสันนิฐานการเกิดดวงจันทร์ ที่นี่ ที่นี่ หรือที่ไหนก็ตามจะค้นเอาเองเด้อ) ถ้าบอกว่าเป็นพ่อลูกกัน ใครๆก็ต้องคิดว่าเมียมีชู้แน่ๆเพราะไม่เห็นเหมือนพ่อเลย ข้อสันนิฐานของผู้เขียนมีอยู่ สองอย่างคือ



1ข มีดวงดาวที่มีบริวารติดสอยห้อยตาม โคจรมาใกล้ๆกับโลกเกิดการต่อสู้พลักดันกัน ดูดกันไป พลักกันมา สุดท้ายดาวที่มาเยือน เสียท่า หลุดดาวบริวารของตัวเอง เข้าไปตก อยู่ในห้วงดึงดูดของโลก



2ข เกิดการระเบิดของดาวอะไรก็ตามที่อยู่ใกล้ๆ กับโลก (แต่ไม่ใช่พระอาทิตย์) ทำให้ขิ้นส่วนหลุดออกมาวนเวียนใกล้โลกจนกลายเป็นบริวารของโลก



ข้อสอง ข นี้สันนิฐาน ตามที่ได้เรียนมา แต่ข้อนี้ไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะถ้าเราบอกว่าเป็นการระเบิด จากดาวที่อยู่ใกล้ๆโลก ก็มีแต่ดาว พุทธ ดาวอังคาร กับ ดาวพระศุกร์ เท่านั้นถึงจะเหลือเศษให้โลกดูด มาเป็นบริวารได้ ถ้าไกลกว่านั้นคงเสร็จดาวอื่นไปแระ และถ้าบอกว่า ระเบิดออกมาพร้อมกันตอน บิ๊กแบง ละก็ ทำไมดวงจันทร์ไม่เห็นเหมือนๆกับพวกเราชาวโลก ดาวพุทธ ดาวศุกร์ ดาวอังคาร ฯ เลย ดวงจันทร์ดูเหมือนดาวที่โดนกี่ (ชอบใช้คำว่า กี่ ดีกว่า แปลว่าย่าง ไม่ถึงกับโดนเผาหมด) โดนกี่มานานแสนนานจนแห้งแล้งไปหมดแระ การที่มีน้ำแข็งอยู่บนดวงจันทร์ สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกดวงดาว เมื่อโดนย่างสดเป็นเวลานานๆ แล้วมาตกอยู่ในสภาพเย็นตัวอีกนานๆ คาร์บอนและสารทุกอย่างที่เคยมีมาก่อนโดนย่าง ก็อาจจะแปรเปลี่ยนไปได้



บท.120 เพราะดวงจันทร์ ไม่ใช่ซุมเรา (พวกเรา) มาแต่เดิม นี่คือเหตุผลหนึ่งใช่ไหมที่ พวกที่กำลังจะคิดหนีจากโลกนี้ไม่เลือกดวงจันทร์เป็นที่หลบภัย นอกจากเหตุผลที่ว่า ดวงจันทร์เป็นบริวารของโลก จะต้องได้รับผลกระทบด้วยอย่างแน่นอน แต่ดวงจันทร์นี่แหละคือหลักฐานที่ยืนยันว่าโลกของเรา แข็งแรงขนาดไหน !



บท.121 เป็นไปตามข้อสันนิฐานที่ 1ข มีความเป็นไปได้มากที่สุด ไม่ว่าเมื่อก่อน (ก่อนๆๆๆๆ+++) ดวงจันทร์จะเคยเป็นบริวารของดาวใด มาแต่ชาติปางไหนก็ช่าง แต่ครั้งหนึ่งก่อนหน้าโลก ดวงจันทร์ต้องเคยเป็นบริวารของดาวนิบุริแน่นอน ถ้าเป็นไปตามนี้แสดงว่า โลกเราแข็งแรงมากพอที่จะปกป้องตัวเอง ขนาดแย่งดาวเคราะห์ จากดาวฤกษ์ หางไฟ มาเป็นบริวารของตัวเองได้ และครอบครองมาทุกครั้งในรอบ สามพันหกร้อยปี ที่ดาวฤกษ์หางไฟดวงนี้มาเยือน จนเมื่อ ครั้งก่อน (สาม-สี่-หรือ ห้าพันหกร้อยปีที่แล้วนี่เอง) มาเฉียดไปทีแล้วยังแย่งคืนไม่ได้ (การมาเยือนแต่ละครั้ง ไม่ใช่จะเฉียดหรือชนทุกครั้ง บางครั้งที่โลกเราอยู่อีกตำแหน่งหนึ่ง ในขณะที่ดาวนิบุรินี้มาเยือน ก็อาจจะไม่เจอกันก็ได้เพราะมันมาช้า แต่ไปไว)นั่นหมายถึง โลกใบเล็กๆ ของเราซึ่งเป็นผลผลิตของพระอาทิตย์ นั้นแข็งแรงมากกว่าดาว ฤกษ์ ขนาดใหญ่ ใช่หรือไม่ ?? (อยากให้โคจรไปใกล้ๆดาวพฤหัส ของเราดูบ้าง จะได้รู้ว่า ไผ เป็น ไผ)



บท.122 ฉะนั้นแล้ว การคาดเดาที่ 1ก และ 3ก ที่บอกว่าโลกโดนดูด และกระชากออกจากวงโคจร ตามดาวดวงนี้ไป เพราะแรงแม่เหล็กโลกผันผวนละตกต่ำนั้น ตัดออกไปได้เลย เสียใจกับทุกคนด้วย ที่จะไม่ได้ไปโคจรรอบพระอาทิตย์ดวงใหม่



หึหึ ... อะ เรื่องที่บอกมาเนี้ยะ มันเป็นไปไม่ได้!!



บท.123 หลายคนอาจจะบอกว่า การที่สิ่งใดจะติดสอยห้อยตามสิ่งใดนั้น แรงขับเคลื่อนสำคัญมากมาย เช่นถ้ารถมอเตอร์ไซค์ วิ่งเฉียดเราไป กระโปรงเราก็จะปลิวไปด้วย แต่ถ้าคนเดินผ่านเราไป เสื้อผ้าเราแทบไม่กระดิก ถ้าเปรียบดาวนิบุริเป็นมอเตอร์ไซค์ เพราะเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง แถมขนาดใหญ่โคตรๆ แล้วโลกเราต้องเหมือนคนเดิน เพราะเคลื่อนที่ไปอย่างช้าๆ มันต้องเป็นโลกเราซิที่ต้องปลิวไปตามแรงขับเคลื่อน แล้วเราจะมีปัญญาไปแย่งดาวบริวารมาได้อย่างไร ก็นี่ไง ที่ผู้เขียนพยามจะบอกว่า ถ้าโลกเราแย่งมาได้จริงๆ และครอบครองมาจนถึงทุกวันนี้ นั่นคือข้อพิสูจน์ที่ว่า โลกเราแข็งแรงมากพอที่จะดูแลตัวเองได้ เข้าขั้นเหนียวสุดๆเลยละ และ ไม่มีอะไรเกิดขึ้นไม่ได้ ในสภาพไร้แรงโน้มถ่วง อีกสาเหตุปัจจัยคือ พระอาทิตย์ และพี่น้องเราทุกดวง มีส่วนช่วยดึงดูดเราไว้ไม่ให้หลุดตามไปได้ นั่นคือความช่วยเหลือจากครอบครัวของเรา ซึ่งดาวนิบุริ ผู้เขียนขอเรียกว่าผู้อาศัย ไม่ใช่คนในครอบครัวเราแต่เดิม



บท.124 และการแย่งดาวเคราะห์มาเป็นบริวารของตนเองนั้นเป็นความสามารถส่วนบุคคล ไม่มีดาวดวงไหนมาช่วย ใครได้ใครดี ในการมาเฉียดครั้งนี้เราจะได้รู้กัน ว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป



บท.125 จริงๆแล้ว ดาวฤกษ์ดวงใหญ่ที่ชื่อ นิบุริเนี้ยะ อ่อนแอมากกว่าที่จะมาท้าสู้กับโลก (มวยคนละชั้น)ทำไมเราเรียกดาวนิบุริว่า ดาวหางละ แค่เพราะมันโคจรด้วยความเร็วสูงงั้นหรือ แต่ถ้าเป็นดาวหาง มันไม่มีทิศทางการโคจรที่แน่นอนไม่ใช่หรือ เป็นประเภท ไปเรื่อยๆ พักไม่มี ใครไม่หนี พวกกูชน อะไรประมาณนั้นหรือเปล่า แต่ดาวนิบุริมีการโคจรรอบพระอาทิตย์เรา แล้วก็ไปโคจรรอบ พระอาทิตย์อีกดวงหนึ่งซึ่งอยู่ไกลแสนไกลเป็นการโคจรแบบคู่ขนาน ซึ่งครอบครัวเราไม่มีใครทำกัน และที่สังเกตอีกอย่างหนึ่งก็คือ ครอบครัวของเรานั้นถูกแรงเหวี่ยงจากการระเบิดจนโคจรได้เข้าที่เข้าทางมานานแล้ว แต่ดาวนิบุริเนี้ยะ เพิ่ง ตกใจโดนเหวี่ยงมาจากไหนซักแห่งหนึ่งเลยวิ่งเร็วไฟแล๊บ (พวกเราหายตกใจกันไปตั้งนานแล้ว) แล้วกระเด็นมาติดรัศมีพระอาทิตย์ของเรา จึงได้โคจรรอบพระอาทิตย์เรา แล้วไปโคจรรอบพระอาทิตย์ดวงไหนอีกสักแห่ง หรือ สองแห่ง สามแห่งฯ (รู้ได้ไงว่าโคจรรอบพระอาทิตย์แค่ 2 ดวง ถ้าดาวนิบุริโคจรรอบพระอาทิตย์ มากกว่า สองดวงละ เป็นไปได้ไหม ?? อิอิ)



บท.126 นี่คงไม่ใช่ความสามารถที่น่ายินดีนัก กับการที่ได้เป็นบริวารของดาวฤกษ์หลายๆดวง นี่แสดงถึงความแข็งแรงของมัน หรือ ความอ่อนแอที่ใครๆก็สามารถดูดไปเป็นบริวารได้ง่ายๆ ผู้เขียนอาจจะคิดโง่ๆ ในจุดนี้ เพราะไม่ได้ศึกษามามากนัก แต่มีข้อสังเกตอย่างหนึ่ง ในการโคจรคู่ขนาน คือ ต้องมีดาวฤกษ์ A หนึ่งดวงขึ้นไป (ดวง ที่ดาวนิบุริ ไปโคจรเป็นบริวาร นอกเหนือจากพระอาทิตย์ของเรา) ที่เป็น อาณาจักรบริวาร ของกันและกันกับ ดาวฤกษ์ของเรา B (พระอาทิตย์เรา) มันอยู่ที่ว่า พระอาทิตย์ของเรา B เป็นอาณาจักรบริวาร ของดาวฤกษ์ A หรือ อาณาจักรบริวาร ของดาวฤกษ์ A เป็นบริวารของพระอาทิตย์เรา B พูดง่ายๆคือ อาณาจักรของใครเป็นบริวารใครกันแน่ ก่อนที่ผู้เขียนจะพาตัวเอง งง ไปมากกว่านี้.....หยุดตรงนี้แป๊บ.. ละกัน



บท.127 การที่บอกว่า ดาวนิบุริ อ่อนแอกว่าโลกนั้น ผู้เขียนสรุปเอาเอง จากการที่ดาวดวงนี้ มาพร้อมคุณสมบัติ ใหญ่โตมโหฬาร และความเร็วสูงเต็มพิกัด แต่ก็ยังไม่สามารถ ทำอะไรกับโลกได้มากเท่าที่ควรจะเป็น แถมยังมาโคจรรอบพระอาทิตย์ของเราอีก อาจเป็นเพราะแรงปราการของ ดวงอาทิตย์เราเป็นเกราะป้องกัน อย่างแข็งแรงให้กับโลก และโลกของเรามี กำลังอันมหาศาลที่แฝงเร้นไว้ ยากเกินกว่าจะเข้าใจ แต่สำหรับมนุษย์ ตัวเท่าละออง ขน อย่างเราๆ สิ่งเล็กน้อยที่ดาวนิบุริ ได้สร้างไว้ และกำลังจะสร้างไว้อีกครั้ง มันช่างหนักหนาสาหัสทีเดียว








บท.128 การที่บอกว่า โลกเราเคยโดนอุกาบาตชน ถูก แต่บอกไม่หมด จริงๆแล้วโลกเราเคยโดน เศษดาว ของดาวหางขนาดใหญ่ที่ชื่อนิบุริ พุ่งชนจนแกนโลกเอียงมาแล้ว และโลกบุบ มา ดังภาพ (*3) ส่วนอุกาบาตอย่างที่บอกไปคราวนี้ ก็ต้องโดนแน่ๆ คือเป็นเศษผงที่อยู่รอบๆดาวดวงนี้ หลุดเข้าแรงดึงดูดของโลก และก็หล่นลงมา แต่การชนไม่ใช่การระเบิด บิ๊กแบง ที่จะทำให้ดาวเคราะห์ ผลผลิตของดวงอาทิตย์แตกกระจายได้ โลกนี้ (แม่ของเรา) มีชีวิต และสร้างภูมิคุ้มกันตัวเองที่สำคัญ ชนิดเหนียวทน ทายาท













บท.129 การชนกันระหว่างดาวหางที่ต่างเดินทางโคจรมาเร็วเหมือนๆกัน แต่ความเร็วอาจแตกต่างกัน ทำให้เกิดแรงเหวี่ยงและกระเด็นไปคนละทาง (ดาวหางนิบุริอาจจะโดนแรงเหวี่ยงจากสาเหตุนี้มาก็ได้) แต่การที่ดาวหางที่วิ่งมาด้วยความเร็วสูง มาปะทะเข้ากับเสี้ยวหนึ่ง (ปะทะแบบเฉียดๆ) ของดาวเคราะห์โลกที่มีการโคจรอย่างช้าๆ มันก็จะเหมือนกับการแทงสนุกเกอร์ แบบเฉี่ยวๆ แบบว่า ลูกที่ยิง A พอชนเข้ากับลูกที่เป็นเป้า B แบเฉียดๆ ลูก A ยังคงวิ่งต่อ แต่ลูก B ขยับถอยหลังไป ครึ่งโต๊ะ (การเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงจนต้องเรียกว่าดาวหางนั้นคือข้อพิสูจน์สำคัญว่า พึ่งโดนเหวี่ยงมา ดาวดวงนี้อาจจะมีอายุน้อยกว่าโลกเราก็ได้ หรือ ไม่ใช่ก็ได้)อันนั้นเป็นภาพให้ติดตาม ถ้าเป็นการชนแบบเฉียดๆด้วยแรงขับเคลื่อนที่ต่างกันมากๆ การทำให้ผู้โดนชนระเบิดแหลก เละ จึงเป็นไปได้น้อย และยิ่งเป็นการชนกันของดวงดาวด้วยแล้วการระเบิดแตกออกเป็นเสี่ยงๆ จึงไม่มีมูล ใหน ใครบอกว่า พระจันทร์ คือส่วนหนึ่งของโลกที่แตกออก หลังจากโดนอุกาบาตชน !!! ไม่เถียง แต่ ไม่เชื่อ



บท.130 เมื่อโลกเราเหนียวทน ทายาท ตามที่ผู้เขียนเชื่อ งั้นคงไม่ต้องกังวลอะไรมากใช่ไหม ประเด็นแรก แม่เราหนังเหนียวอยู่ครบแน่นอน ในแบบใหม่ๆ สภาพใหม่ๆ ประเด็นหลัง ลูกๆต้องเตรียมพร้อม ในการตาย และการอยู่รอด และต้องรับสภาพใหม่ของแม่ให้ได้ ไม่ใช่ว่า แม่ไปเจออุบัติเหตุ ถูกรถสิบล้อชนกลับมาหน้าแหก ลูกจำแม่ไม่ได้ เลยหนี ! ร้ายหนักกว่านี้ หนีตั้งแต่รู้ข่าวว่าแม่จะโดนรถสิบล้อชน แน่จริงๆ รู้ว่าแม่จะโดนรถสิบล้อชน แต่ดันไม่รู้ว่าแม่เราคือยาง มิชลิน ขอบห้าร้อยหก เหอๆๆ (เหนียว แกร่ง ทน) เลยหนีซะก่อนตั้งกะตอนนี้เลย



บท.131 การสร้างยานเหาะ A1 หรือสถานที่กำบัง A2 (กบดาน) เพื่อหนีหายนะครั้งนี้ คนบางพวกนึกว่ามันคือทางออก แต่ผู้เขียนจะบอกว่า มันคือทางออกมา ตาย! คือเมื่อไหร่ที่คุณก้าวออกจาก ยานเหาะหรือสถานที่กำบัง ลงมายังโลก คือการออกมาตาย หนึ่ง โอกาสที่ยานเหาะ A1 และ A2 จะพังทลายโดยหลายๆสาเหตุ อันเหนือเกินคาดเดา อันเป็นการปิดทางหนี และบังคับให้ตายอยู่ข้างใน มีมาก สอง เมื่อครบระยะเวลา หรือเสบียงหมด ต้องลงมา ออกมา ยังโลกที่ไม่เหมือนเดิม (แต่ก่อน) แทบทุกอย่าง อะไรจะเกิดขึ้น ผู้เขียนขอถามซิว่า ระหว่างเนื้อ B1 ที่โดนแช่แข็งเพื่อรักษาสภาพเนื้อไว้ในห้องเย็นเป็นเวลา 1 วัน กับเนื้อ B2 ที่โดนตากแดดมาเป็นเวลา 1 วัน เมื่อเอาเนื้อทั้งสอง ไปวางไว้ยังอุณหภูมิปรกติ ที่ไหนก็ได้ ผ่านไปสองวันเนื้อก้อนไหนจะเน่าก่อนกัน เหมือนกับมนุษย์ คุณแช่แข็งตัวเองไว้กับสภาพและบรรยากาศ หลอกลวง (หลอกตัวเอง) เมื่อออกมาเจอกับความจริง คุณจะตกอยู่ในสถานการณ์ลำบากมากยิ่งขึ้น และอาจจะตายอย่างทรมาน กับโรคร้ายต่างๆที่คุณไม่ได้ปรับสภาพรับกับมัน ถ้าใครเข้าไปอยู่ใน A1 กับ A2 ของหัวข้อนี้ ขอแนะนำว่าให้จัดการตายซะตั้งแต่อยู่ข้างในก่อนออกมาข้างนอกจะได้ไม่ต้องทรมาน ผู้เขียนมีอคติกับการที่คนบางพวก กำลังจะพาเผ่าพันธุ์มนุษย์ (บางส่วน) หลบภัยเพื่อรักษาเผ่าพันธุ์ให้อยู่รอด อะ….ถูกต้อง เพราะอะไร ไอ้เหตุผลของสิ่งประดิษฐ์ A1 และ A2 ของมนุษย์ในหัวข้อข้างบนนี้ อย่างที่บอกคือ สร้างมาเพื่อหลอกให้มนุษย์ หลอกตัวเอง เขาไม่สามารถหนีหายนะได้อย่างที่ควรจะเป็นไป ที่สำคัญกว่านั้นคือ มนุษย์แทบจะทั้งโลก ไม่มีโอกาสได้ใช้มันหรือเข้าไปอาศัยอยู่ในนั้นได้ทั้งหมด เพราะพวกเขาไม่มีเงิน ประเด็นหลักๆ ก็คือ ผู้เขียนเป็นหนึ่งในนั้น (เหอๆ) ไม่มีจุดประสงค์ที่จะเขียน แค่ให้ตกใจกลัว กับการที่ใครก็ตามที่มีเงินมหาศาลจะเข้าไปกบดานหรือขึ้นยานเหาะหนี แต่อยากให้ ตื่นตูม ขัวญเสีย แตกกระเจิงไปเรยย จะได้จำใส่กะลาหัวไว้ ว่าสิ่งประดิษฐ์เหล่านั้น ไม่ใช่ทางออก แม้จะเพียงแค่ สองเปอร์เซ็นต์ แล้วเราจะรู้ว่าจริงหรือไม่



บท.132 การมาของดาวนิบุริ อาจจะสร้างความเสียหาย ดังที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว ไม่รู้กี่รุ่นต่อกี่รุ่น ที่สิ่งมีชีวิตและมนุษย์ได้ถูกทำลายล้างไป บางรุ่นมีวิวัฒนาการด้านเทคโนโลยีสูงกว่ามนุษย์ยุคปัจจุบัน แต่ก็ยังไม่สามารถจะแก้ไข หรือคำนวนสิ่งที่จะเกิดขึ้นได้ แต่เราโชคดีกว่า บรรพบุรุษหลายรุ่นของเรา ที่เขาเคยเจอมา เพราะคราวนี้จะรุนแรงสาหัสหนักกว่าเก่า จนทำให้ เราได้อยู่บน “โลกใหม่”



บท.133 โลกใหม่เกิดขึ้นแน่นอน ถึงจะคาดการณ์ไม่ได้แน่ชัด ว่าโลกใหม่ที่เราจะเจอ จะมีรูปร่างเป็นอย่างไร (อย่าคิดว่าจะกลายร่างจากวงกลมเป็นลูกบาศก์นะ) ดาวนิบุริไม่ใช่มีดบังตอ จะได้สับเราเป็นลูกเต๋า สิบเอ็ดไฮโลแต่หลายสิ่งที่เราเคยเห็นในเทพนิยายจะบังเกิดขึ้น ??



ตัวอย่างเช่น คลื่นพลังงานกั้นน้ำทะเล จนนำไปสู่ การพัฒนามวลสะท้อนกลับ และโลกใต้น้ำ แผ่นดินลอยได้ จนนำไปสู่การพัฒนาการเคลื่อนที่ของมวลสารมากกว่าความเร็วแสง และ อีกมากมาย วิวัฒนาการทุกด้านของมนุษย์หลังจากมหาภัยพิบัติของโลกนี้ จะก้าวกระโดด วินาทีใหม่ ต่อวินาทีใหม่ อย่างรวดเร็ว



บท.134 เมื่อดาวนิบุริมาถึงโลก สิ่งแรกที่มันจะทำคือ ชน !! (อย่าตอแหลอีกเลยนักวิทยาศาสตร์ทั้งหลาย) มาคราวนี้ชนแบบเต็มๆ เพราะคราวที่แล้ว (สามพันหกร้อยปีหรืออาจนานกว่านี้ ครั้งก่อน) เขาเฉียดเราไปแล้ว นี่อาจเป็นเหตุผลให้พวกหางอึ่ง คิดหนีจากแม่ตัวเอง ในจักรวาลนี้ไม่มีใครปกป้องเราได้ดีที่สุดเท่าแม่เรา และในจักรวาลนี้ไม่มีใครให้พลังอันมหาศาลแก่เราได้เหมือนพ่อของเรา การชน นั่นคือสิ่งที่มันจะทำกับแม่เรา



บท.135 แต่สิ่งที่แม่ของเราจะทำกับมัน ก่อนที่มันจะมาชนกับเราคือการพลัก ! ไม่งั้นดาวแต่ละดวงจะมีพลังแม่เหล็กไว้ทำซากอะไร ? โลกของเราจะพลักมันออกจากเรา (อันที่จริงแม่ของเราจะพลักตัวเองออกจากมันมากกว่า) ก่อนที่มันจะมาถึงเรา คือ มึงจะล่อกู กูล่อมึงก่อนเลย แหะๆ ไอ้ที่สันนิฐานว่าดาวนี้มาชนเราจนเกิดมหาสมุทรแปซิฟิกขึ้นมานั้น ใช่ ถูกต้อง แต่อย่างที่บอกไป ไอ้ที่ชนไม่ใช่ดาวนิบุริ แต่มันคือเศษดาว ที่วิ่งตามดาวหางดวงนี้ หลุดเข้ามายังแรงดึงดูดของโลก เพราะมันเฉียดมาใกล้โลกมากๆ คราวที่แล้วแม่เราก็พลักมันออกไปและคราวนี้ก็เช่นกัน



บท.136 ก่อนจะมาถึงโลกอาจจะเริ่มตั้งแต่ก่อนหน้านี้ โลกจะปฏิบัติการทุกอย่างเพื่อปกป้องตัวเอง มนุษย์เราคือตัวก่อ โดยเฉพาะลูกทางแม่ ชอบเปลี่ยนแปลง สะสาร เพื่อการพัฒนาด้าน กระดาษ (ธนบัตร) ใครบอกว่าคือการผลิต และการพัฒนาด้านเศรษฐกิจและสังคม ผู้เขียนมองว่าเป็นการพัฒนากระดาษให้มีค่ามากน้อยด้อยราคาแตกต่างกันตามโอกาส แต่คนและสังคม ยังคงห่วยแตกเหมือนเดิม มนุษย์เหล่านี้เป็นตัวส่งเสริม ให้การปฏิบัติการปกป้องตัวเองของโลกเรารุนแรงขึ้นกว่าที่ควรจะเป็น (ตอนนี้แม่เขาคงเห็นแล้ว ว่าลูกรักของเขาหนะแหละเป็นตัวที่ทำให้เขาลำบากใจ ครั้งนี้เลยยกหน้าที่ให้พ่อเป็นผู้เลือกลูกๆที่จะอยู่และไป) แม้โลกเราจะขยับตัวนิดหน่อย จะเป็นปัญหาที่ใหญ่โตและรุนแรงสำหรับมนุษย์มากๆ



บท.137 ครั้งนี้หลีกเลี่ยงไม่ได้การปกป้องตัวเองต้องมีแน่นอน การมีคลื่นแม่เหล็กในดวงดาวนั้นพวกเขาย่อมสัมพัสกันได้ แม้ว่าจะอยู่ไกลแสนไกลกันเพียงใด ดาวนิบุริโคจรด้วยความเร็วสูง การมาถึงจะใช้เวลานานเพียงใดก็ตาม นั่นแสดงว่าดาวดวงนี้เดินทางมายาวไกลมากๆ ไม่น่าแปลกถ้าอีกแค่สามปีจะมาถึงโลก แต่ดาวดวงนี้อยู่ไกลกว่าดาวเสาร์หรือไกลกว่านั้น และโลกเราก็ได้เริ่มปรับตัวเพื่อปกป้องตัวเอง ไม่ว่าจะขยับตรงนั้นนิด ตรงนี้หน่อย ตรงนู้นน้อย สิ่งต่างๆที่เกิดขึ้น อาจมีลูกๆตายเรือนแสนบาดเจ็บนับล้าน แค่จิ๊บๆ แต่ทุกอย่างที่เกิดขึ้นอาจมีปัจจัยมาจาก



1c โลกเราได้สัมพัสกับแรงแม่เหล็กของดาวนิบุริแรงขึ้น และแรงขึ้นเรื่อยๆตามระยะทางที่เข้าใกล้อย่างรวดเร็ว เพื่อการปรับเปลี่ยนให้หลีกเลี่ยงกันและกันได้



2c มนุษย์ผู้ก่อพลังทำลาย เสริมความรุนแรงที่มีให้หนักขึ้น



ข้อ 1c นั้นผู้เขียนจะเปรียบให้เห็นภาพ เหมือนการจับสัญญาณการเดินเรือ เมื่อเรือสองลำมาเจอกันอีกแล้ว แต่นานๆครั้งจะเจอกันอย่างไร้แบบแผน และเพื่อความอยู่รอด เรือ 1a ส่งสัญญาณบอกเรือ 1b ว่าจะไปทางขวา เรือ 1b จึงหมุนพวงมาลัยหลบไปอีกทางตรงกันข้าม ซึ่งทำให้ หมู เห็ด เป็ด ไก่ ในเรือ ตกใจขี้แตก เพราะเรือสั่นคลอนจากการขยับ เป็นต้นแต่ในกรณีของดวงดาวนั้น โลกเราคือผู้ปรับตัว รอรับกับการเข้าชนของดาวขนาดใหญ่ผู้มาเยือน



ส่วนข้อที่ 2c นั้นก็รู้ๆกันอยู่ ปัญหาโลกร้อนที่นักวิทยาศาสตร์และชาวโลกบางส่วน ออกมานำเสนอแหกตาลูกๆอึ่งอ่างอยู่ทุกวี่วัน ว่าหายนะที่เกิดขึ้นต่างๆเป็นเพราะน้ำมือ มนุษย์ ร้อยเปอร์เซ็นต์



บท.138 แค่แม่เราตด (ภูเขาไฟระเบิด) เราก็สะเทือนเลือนลั่นกันทั้งโลก เพราะลูกของแม่ เล็กว่ารูขุมขนบนตูดของแม่ซะอีก ถ้าเรามาสังเกตดู มนุษย์เราเริ่มการพัฒนา ปล่อยควัน พ่นสาร ตั้งกะปีไหนๆแล้ว แล้วทำไมภัยพิบัติต่างๆจึงมาโหมกระหน่ำเอาซักไม่ถึง สิบปีมานี้ หรือว่าคิดบัญชีดอกทบต้นครั้งเดียวตอน สิบสามปีสุดท้ายที่ดาวนิบุริจะมาถึง



บท.139 แต่ที่ผู้เขียนเชื่อคือ หายนะที่เกิดขึ้นทุกวันนี้และต่อไปข้างหน้าที่จะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆนั้นมาจากเหตุผลข้อ 1c เป็นหลัก ส่วน 2c นั้นคือปัจจัยเสริมให้แรงขึ้นกว่าที่ควรจะเป็น เท่านั้นเอง เพียงเพราะโลกเรากับดาวนิบุริ อาจจะเริ่มจับสัญญาณของกันและกันได้ในช่วงไม่ถึง ยี่สิบปีมานี้ อย่างที่บอกเมื่อยี่สิบปีก่อนเราอาจจะไม่เห็นดาวนิบุริเลยเพราะอยู่ไกลแสนไกล แต่ใช้เวลาเพียงไม่กี่ปี เห็นเท่าขนาดลูกปิงปองแล้วเพราะมันเดินทางด้วยความเร็วสูง การจับสัญญาณกันและกันของแต่ละฝ่ายจึงเข้มข้น และไม่ได้เป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่กลับกลายเป็นว่าแรงทวีคูณขึ้นตามความเร็วที่เข้าใกล้กัน ทุกวินาที การแปรปรวนของพลังงานแม่เหล็กของทั้งสองฝ่ายจึงยังจะมีต่อไปและมากขึ้นเรื่อยๆอย่างก้าวกระโดด ภัยพิบัติ ฟูลออฟชั่น ก็เช่นกัน เตรียมพร้อมรับมือไว้ให้ดีๆ ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ต่อ จาก นี้ (หึหึหึ) (คนเขียนบ้าไปแล้ว) (เพิ่งรู้เหรอ?)



บท.140 การพลักดันกันระหว่างดาวเคราะห์ กับดาวฤกษ์ เกิดขึ้นแน่นอน เพียงแต่เราไม่สามารถคำนวนได้ว่าจะเกิดขึ้นในรูปแบบใด แต่สิ่งที่เห็นอยู่ทุกวันนี้ คือการปรับตัวของโลกเพื่อรับมือกับการมาเยือนนั้น ได้สร้างความเสียหาย และรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ต่อจากนี้ไปสิ่งที่มนุษย์ไม่ว่าจะเป็นลูกทางใดต้องเจอ คือ (ความเป็นไปได้ที่จะเกิด)



1d แผ่นดินไหวทุกพื้นที่ทั่วโลก รุนแรงขึ้นทุกๆครั้ง คือ ครั้งที่สอง แรงกว่าครั้งที่หนึ่ง ครั้งที่สามแรงกว่าครั้งที่สอง ครั้งที่สี่แรงกว่าครั้งที่สาม เป็นต้น และที่สำคัญจะเกิดในพื้นที่ ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน



2d เกิดคลื่นขนาดยักษ์ซัดถล่มฝั่ง



3d เกิดภูเขาไฟระเบิด



4d อากาศแปรปรวนอย่างหนัก เช่น หิมะอาจจะตกในเขตร้อนชื้น ซึ่งไม่เคยมีหิมะตกมาก่อน



5d สนามแม่เหล็กโลกแปรปรวนทำให้เกิดหลายๆสิ่ง ข้อนี้คือพื้นฐานของเหตุผลหลัก ที่ผสมผสานกันทำให้เกิดข้อ 1d ถึง 4d และข้อนี้จะหนักขึ้นเรื่อยๆต่อจากนี้ไปตามระยะห่างของโลกกับดาวนิบุริที่เข้าใกล้กันขึ้นทุกวินาที



นี่คือสิ่งพื้นๆที่มนุษย์คาดเดาได้ว่าจะเกิดขึ้น แต่สิ่งที่ไม่สามารถคาดเดาได้ละ ???



บท.141 แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้จะเกิดจนกว่าดาวนิบุริจะมาถึง เมื่อมาใกล้โลกมากๆ ดาวดวงนี้จะใช้เวลาทักทายโลกไม่นานเท่าไหร่ก็จะจากไป แต่หายนะอย่างรุนแรงเกินคาดเดาจะเริ่มตั้งแต่ปลายปี 2010 ไปจนถึงกลางปี 2015 เป็นระยะเวลาถึง สี่ปีครึ่ง อย่างที่บอกไป ดาวดวงนี้ มาช้า ถึงไว แต่ไปเร็ว เนื่องจากขับเคลื่อนด้วยความเร็วสูง แต่ถ้าถึงช่วงนั้น พวกเราอาจไม่รู้วันรู้คืนแล้วก็เป็นได้ นี่ไม่ได้หมายถึงการตายจากไป คำว่าไม่รู้วันรู้คืนของผู้เขียนคือ ไม่รู้วัน ไม่รู้คืนจริงๆ



บท.142 เมื่อดาวนิบุริโคจรมาถึงจนใกล้จุดที่จะปะทะ แรงแม่เหล็กของแต่ละฝ่ายจะแปรปรวนอย่างหนัก เพื่อหาทางออกให้แก่กันและกัน การถล่มของอุกาบาตเกิดขึ้นแน่นอน แต่สิ่งมหัศจรรย์จะบังเกิดขึ้นตามมาติดๆ พร้อมๆกับพลังการทำลายล้างของอุกาบาต สิ่งมีชีวิตบางส่วนของโลกนี้จะไม่ได้รับอันตรายแต่อย่างใดเลย จากผลกระทบทางด้านภัยพิบัตินอกโลก แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะรอดทุกคน เพราะผลกระทบภายในโลกย่อมมีทุกหนแห่ง



การอธิบายข้อความข้างบนนี้ผู้เขียนจะเขียนให้เห้นเป็นข้อๆ และอาจมีภาพประกอบ



1E เมื่อเข้าใกล้จุดปะทะ



1e.1 สนามแม่เหล็กโลกแปรปรวนอย่างหนักและฉับพลันก่อให้เกิดอาการดังต่อไปนี้



(ความเป็นไปได้ที่อาจจะเกิดหรือไม่เกิดขึ้นก็ได้เพราะไม่สามารถคำนวนได้แน่นอน ว่ามันจะแปรปรวนตรงไหนของโลกบ้าง)







  1. โลกหยุดหมุนไปชั่วขณะ แต่เราจะไม่รู้สึกอะไรนอกจากผลกระทบภายในโลกเท่านั้น
  2. โลกหมุนไปมาไร้ทิศทาง
  3. โลกหมุนเร็วขึ้นแล้วก็ช้าลงกว่าเดิม
  4. โลกหยุดหมุน (ข้อนี้เขียนไว้เผื่อมีผู้อ่านคนใดคิดว่ามันอาจจะเป็นแบบนี้ ขอบอกไว้ตรงนี้เลยว่า ข้อคาดเดานี้ เป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน โลกยังตงหมุนต่อแต่อาจจะช้าลงกว่าเก่า )
  5. 2E เมื่อเผชิญหน้า
    2e.1 โลกและดาวนิบุริพลักกันออก แรงพลักโลกจะถอยหลังกลับไปไม่เกิน ห้าปี (ย้อนเวลา) เหมือนที่ได้เขียนบอกไว้ก่อนหน้านี้ โลกจะถอยหลังกลับไปดังภาพ
    (*4)
    ย้อนเวลาแต่ไม่ใช่ย้อนอดีต ดาวนิบุริจะเสียการโคจร นิดหน่อยประมาณ เจ็ดเปอร์เซ็นต์ จะขับหมุนไปข้างหน้าเร็วขึ้น ในเจ็ดส่วนร้อย ใกล้ๆกับโลก
    2e.2 อุกาบาต (เศษดาวที่ติดตามดาวนิบุริ) ที่อยู่ใกล้ๆโลกจะหลุดเข้าแรงดึงดูดของโลก และทำหน้าที่ของมันต่อ คือฝังตัวลงบนพื้นโลก และฝังลึกในความทรงจำของมนุษย์ชั่วลูกชั่วหลาน 2e.3 ขณะที่เข้าใกล้และพลักกันออก เกิดการแปรปรวนของสนามแม่เหล็กอย่างหนัก ส่งผลให้แรงดึงดูดและอากาศเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน 3E เมื่อลาจาก 3e.1 ดาวนิบุริทิ้งผลงานไว้คือคือเศษอุกาบาตตก และโลกย้อนเวลากลับ 3e.2 แรงแปรปรวนของสนามแม่เหล็กยังคงมี และเริ่มจะปรับตัวเองให้เข้าที่ (ที่ใหม่) ซึ่งนั่นหมายถึงสภาพอากาศที่เลวร้ายและแผ่นดินไหวยังคงมีอยู่และยาวนาน 3e.3 โลกสร้างวิถีโคจรเกือบใหม่ให้กับดาวนิบุริ (และตัวเองด้วย) อีกนาน โขๆๆๆๆๆๆ เลยกว่ามันจะมารบกวนเราได้อีก เพราะคนละเส้นทางเดียวกันแล้ว ผลกระทบที่จะเกิดขึ้น (แค่ตัวอย่าง) 1e.1 - โลกหยุดหมุนไปชั่วขณะ (ชั่วขณะในที่นี้อาจจะนานกว่าสามวัน) โลกอีกฝากหนึ่งจะมืดอย่างเดียว อีกด้านหนึ่งก็เตรียมอาบแดดยาวไปเลย ฝูงสัตว์จะอพยพไปสู่แหล่งอาศัยของตน เช่น สัตว์กลางคืนจะอพยพไปสู่ที่กลางคืน - โลกหมุนไปมาไร้ทิศทาง อาจจะเกิดกลางวันและกลางคืนขึ้นภายในเวลาแค่ สิบสองชั่วโมงหรืออาจจะน้อยกว่านั้น คือ หกชั่วโมงเป็นกลางวัน อีกหกชั่วโมงเป็นกลางคืน เป็นต้น และไม่สามารถกะเกณฑ์ เวลาที่แน่นอนได้เลย ไก่จะ งง ในการตื่นนอน (แล้วตูจะขันตอนไหนเนี้ยะ) พืชหลายชนิดจะปรับสภาพลำบากมาก และอาจจะสูญพันธุ์ถ้าเป็นอย่างนี้นานๆ - โลกหมุนเร็วขึ้นและก็ช้าลงกว่าเดิม สิ่งนี้อาจเกิดขึ้นได้ ทุกช่วงโดยเฉพาะการหมุนเร็วขึ้นในช่วงที่จะ ผลักกกันออก และหมุนช้าลงหลังจากผลักกันออกเสร็จแล้ว ที่ช้าลงอาจจะมีหลายสาเหตุไม่ว่าจะเป็นการถูกอุกาบาตชน สนามแม่เหล็กแปรปรวน ฯลฯ แต่การที่จะหมุนเร็วขึ้นอย่างเดียว และหมุนเร็วขึ้นอย่างนั้นตลอดไปเป็นไปได้ยากมากๆเพราะแรงปะทะไม่ใช่แรงบวกและไม่ใช่การระเบิดของโลกเรา ฉะนั้นแล้วปัจจัยที่จะทำให้โลกหมุนได้ช้าลงต่อจากนี้จึงเป็นไปได้มากกว่า และอาจจะช้าลงอย่างนี้ไปตลอดเมื่ออะไรต่อมิอะไรเข้าที่เข้าทางดีแล้ว และนี่คือเหตุผลหลักที่วา ชาวมายาทำไมถึงไม่มีปฏิทินวันที่ 25/12/2012 เพราะพวกเขาไม่อาจจะเอาพื้นฐานใดมาเป็นข้อกำหนดได้ว่า หนึ่งวันในตอนนั้นจะเท่ากับ หนึ่งวันในตอนนี้หรือไม่ ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนอยู่นอกเหนือการคำนวน โลกเราก็อยู่ของเราดีๆอยู่แล้ว แต่ดาวนิบุริดวงนี้ หลุดมาจากไหนไม่รู้แล้วมาโคจรรอบพระอาทิตย์ของเรา ทับเส้นโคจรของเราอีก แล้ววันหนึ่งมาชนเข้ากับเราแล้วก็ทำให้วันเวลาของเราเปลี่ยนไป การที่โลกหมุนช้าลงนั่นหมายถึง เราต้องคำนวนเวลาใหม่ทั้งหมด ในหนึ่งวันของโลกใหม่ ตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้น จนถึงพระอาทิตย์ขึ้นอีกวัน (อันเก่าคือ 24 ชม) อาจจะต้องใช้เวลาถึง หกสิบชั่วโมงก็เป็นได้ หรืออาจจะมากกว่านั้น มนุษย์ต้องใช้ชีวิตบนโลกใหม่ กับพื้นฐานเวลาใหม่ ผู้ผลิตนาฬิกาทั้งหลายอีกทั้งนายหัวปฏิทินโป๊ คิดให้ดีๆถ้ามีโครงการจะทำปฏิทินหรือเวลาล๊อตใหม่ เพราะผู้คนที่เหลืออยู่บนโลกใบนี้ต้องได้ใช้เวลาใหม่ๆ เดือนใหม่ๆ และปีใหม่ๆ แน่นอนเรื่องเวลาสำคัญมาก แต่อย่าพึ่งดีใจ ว่าจะได้เวลา เพิ่มมากขึ้น เพื่อจะได้หาเงินผ่อนบ้านผ่อนรถ และหายใจได้ยาวๆ อันนี้ไฟแน๊นซ์เขาต้องปรับกลยุทธ์ใหม่กันเจ๊งอยู่แล้ว (ถ้าบริษัทไหนยังเหลือรอด) แต่ที่บอกว่าอย่าพึ่งดีใจไม่ใช่เรื่องนี้ แต่มันคือเรื่องที่มนุษย์ (ที่เหลือ) ต้องเผชิญกับเวลาอันน้อยนิดที่แสนจะยาวนาน ??? คืออะไรเดี๋ยวจะบอก
    - โลกหยุดหมุนแบบถาวร ข้อนี้ให้คิดเล่นๆ แต่โอกาสเป็นไปได้ยากมาก (เป็นไปได้ยากเพียงใด ก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นไปไม่ได้) คือโลกยังคงหมุนรอบพระอาทิตย์อยู่ แต่โลกไม่หมุนรอบตัวเอง นั่นคือ โลกยังคงเกิดฤดูกาล แต่ไม่มีกลางคืนและกลางวัน มีแต่กลางคืนอย่างเดียวหรือกลางวันอย่างเดียว คนละแถบโลกไปเรยย เลือกเอาเองนะจ๊ะว่าอยากอยู่กลางวันหรือกลางคืน - โลกและดาวนิบุริผลักกันออก ข้อนี้อย่างที่บอกไปโลกจะย้อนเวลากลับไปไม่เกิน ห้าปี ณสถานที่ ที่ได้โคจรผ่านมาแล้วในแบบใหม่ๆ อาจจะกลับหัวกลับหางตีลังกาคนละทางกับเมื่อก่อนที่เคยเดินทางผ่านจุดนี้ ข้อดีคือ ทำให้มนุษย์โลกได้ศึกษาว่าหลังจากที่โลกเราได้โคจรผ่าน ณ จุดนี้ไปแล้วตรงนี้มีอะไรเกิดขึ้นหรือเป็นอย่างไรบ้าง ข้อเสียก็คือ ถ้ามีมนุษย์หางอึ่งจำพวกใด ทิ้งขยะอวกาศไว้อย่างเช่นดาวเทียมลึกลับนอกรีด หรือวัตถุอะไรไว้ หลังการโคจรในอดีต โลกเราอาจจะชนมันแล้วทำให้หลุดเข้ามาในแรงดึงดูดของโลกและตกใส่โลกตามระเบียบ เป็นการช่วยทำหน้าที่ซ้ำเติมมนุษย์อีกแรงหนึ่ง นอกเหนือจากการโดนอุกาบาตตกใส่ - อุกาบาตพุ่งชนโลก ใครไม่เคยเห็น เครื่องบินชนเรือยอร์ช ดอดไปทับรถเบนซ์แล้วกระเด็นไปเสยรถไฟ ที่บอกกันว่ามันเป็นไปไม่ได้ก็จะได้เห็นกันละคราวนี้ อย่างที่บอกครั้งนี้ดาวนิบุริมาชนเต็มๆ แต่ผลักกันออกก่อนจึงไม่ชนเต็มๆ แต่เนื่องจากเข้ามาแบบเต็มๆ จึงทำให้โอกาสที่เหล่าผู้ติดตามของดาวนิบุริจะหลุดเข้ามายังโลกเต็มๆ จึงมีจำนวนมากเต็มๆ และแรงแบบเต็มๆ มากกว่าครั้งที่แล้วที่แค่เฉียดๆ
    บท.143 เมื่ออุกาบาตเข้ามาแน่นอน สิ่งเหล่านี้ก็ค่อนข้างนอนมาแน่ๆ ว่าจะต้องเกิดขึ้น ลูกอุกาบาตจะไม่มาอย่างโดดเดี่ยว พวกนี้จะมากันเป็นชุดและทำงานกันเป็นทีม (ขนมากันทั้งบ้าน ตั้งแต่ลูกเล็กเด็กแดง ยันปู่ย่าตาทวด) ชุดหนึ่งลูกใหญ่หนึ่งลูก ลูกเล็กติดสอยห้อยตามติดๆสามถึงห้าลูก ถล่มมายังแถบขอบๆทวีปยุโรป ฝั่งที่ติดกับมหาสมุทรใหญ่ เกิดการปริของเปลือกโลก คลื่นพลังงานจากภาคพื้นดินหลุดออกมา ประกอบกับความแปรปรวนของคลื่นแม่เหล็ก ที่มีอยู่ก่อนแล้ว (ที่บรรยายมาทั้งหมดเนี้ยะไม่น่ามี หมา รอดซักตัวนะเนี้ยะ) แทนที่คลื่นจะซัดน้ำจากแรงอุกาบาตกระจายเป็นวงกว้างอย่างที่เราเข้าใจ กลับย้อนกลับ จากแรงปะทะของแรงแม่เหล็กโลกกับพลังงานจากภาคพื้นดิน ทำให้น้ำทะเลลอยตัวสูงและค้างเติ่งดังภาพ (*5)
    หลายคนเห็นภาพแล้วอาจจะขำ แต่ถ้าคนที่ขำในวันนี้มีชีวิตอยู่จนถึงวันนั้น จะรู้ว่าสิ่งนี้ได้เกิดขึ้นและเป็นไปได้จริงๆ ผู้คนที่เหลือบนฝั่งจะออกไม่ได้ และอยู่กับที่ก็ไม่ได้ คนภายนอกก็เข้าไปช่วยไม่ได้

    บท.144 การชนของอุกาบาตครั้งนี้ ทำให้คลื่นพลังงานภาคพื้นดินผสมผสานความแปรปรวนของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ทำให้บางส่วนของโลก มีเกราะธรรมชาติป้องกันภัยอันตรายเกือบทุกกรณี และทำให้บางพื้นที่เสียหายหนักอย่างกู่ไม่กลับและทำให้พื้นดินบางส่วนหลุดลอยขึ้นไปบนอากาศ(ผู้เขียนขอแทนเหตุการณ์นี้ว่า 1G) แต่ไม่หลุดออกจากแรงดึงดูดของโลก สิ่งที่ 1G นี้ สามารถเป็นไปได้อย่างที่เราเคยดูในหนังเรื่อง อวตาร หลายคนอาจจะบอกว่าลอยขึ้นไปแต่ทำไมไม่หลุดอกไป เดี๋ยวคงได้ศึกษากันแน่นอนในโลกใหม่ เพราะหลังจากการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่นี้ แต่ละส่วนของโลกจะแตกต่างกันอย่างมาก บางพื้นที่จะมีสภาพเกือบไร้แรงดึงดูด หรือแรงดึงดูดต่ำมากนั่นเอง ทำให้มนุษย์เกือบเสมือนว่า จะเหาะเหินเดินอากาศได้ เพราะเวลาวิ่งหรือเดินจะเหมือนกับใส่รองเท้าสปริงที่เขาเล่นกันหนะแหละ แต่เหตุการณ์อย่าง 1G นั้นผู้เขียนเชื่อว่าต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน โดยเกิดขึ้นจากแรงผลักของสนามแม่เหล็ก และแรงดึงดูดของโลก เช่น ในแผ่นดินที่ลอยได้ หนึ่งผืน มีค่าแม่เหล็กบวกอยู่แรงมากพอที่จะผลักดันกับแรงแม่เหล็กบวกที่อยู่ภาคพื้นดินในโลก (ขั้วเดียวกันจะพลักกัน) แต่ก็ยังมีแรงดึงดูดในโลก ดึงไว้ไม่ให้หลุดออกจากชั้นบรรยากาศโลกนั่นเอง เหมือนบางประเทศที่ผลิตรถไฟฟ้าความเร็วสูงด้วยการเคลื่อนที่โดยการพลักกันของแรงแม่เหล็กขั้วเดียวกันจนเสมือนว่ารถไฟขบวนนี้ ลอยอยูเหนือรางประมาณ หนึ่งถึงสองนิ้วเป็นอย่างน้อย แต่นี่มีการเคลื่อนที่รวมอยู่ด้วยส่วน กรณี 1G นั้นผู้เขียนยังสงสัยในการลอยได้แต่ไม่มีแรงขับเคลื่อนมาประกอบเดี๋ยวต่อไปคงได้ศึกษากันแน่ๆ
    - ขณะที่ผลักกันเกิดการแปรปรวนอย่างหนัก สภาพของโลกแต่ละพื้นที่แตกต่างกันแน่นอน ในปัจจัยทุกด้านสิ่งที่จะเกิดขึ้นแน่นอนในระยะที่ดาวนิบุริจะเข้าใกล้โลกที่สุด ไม่ว่าช่วงที่ กำลังจะเข้า เข้ามาถึงแล้ว หรือกำลังจะผ่านออกไป จะต้องใช้ระยะเวลารวมกันยาวนาน ถึง สองปี กับอีก ห้าเดือนในสามช่วงนี้ มนุษย์จะต้องเผชิญกับความร้อนจากดาวฤกษ์ถึง สองดวงอย่างที่เคยบอกไปแล้วว่าถ้าโลกเราหมุนไปมาแบบแปรปรวนโดยหมุนรอบตัวเอง แบบเอาด้านเดียวเข้าหาดาวนิบุริดังภาพ (*6)
    ฝั่งที่โดนก็ กี่ ไปทั้งแถบ และถ้าอีกฝั่งเป็นพระอาทิตย์ละก็ ด้านหนึ่งก็กลางวัน (เจอพระอาทิตย์) อีกด้านหนึ่งก็กลางนรก (เจอดาวนิบุริ) สรุป สว่างเจิดจ้ากันทั้งโลก หึหึหึ และถ้าหมุนแบบหันทุกด้านเขาหาดาว นิบุริ คราวนี้ละก็ได้ไหม้กันถ้วนหน้า ฉะนั้นแล้วมนุษย์ที่โดนภัยพิบัติต่างๆ โดยเฉพาะน้ำท่วมติดเกาะ อย่าได้หวังพึ่งคนที่อยู่บนฝั่งให้มาช่วย เพราะมนุษย์ที่รอดจากภัยพิบัติต่างๆ ก็ต้องเผชิญกับนรกบนดินเอาตัวเองให้รอดก่อน ความร้อนจากดาวนิบุริ จะรุนแรงขึ้น ทวีคูณขึ้น ทุกๆวัน จนถึงขีดสูงสุดที่มันมาถึงโลก และลดระดับลงเรื่อยๆหลังจากที่มันจะโคจรออกจากโลกไป แต่ความร้อนนี้มีมากมายหนักเกินกว่าที่มนุษย์หรือสิ่งมีชีวิตจะทนอยู่ได้ สิ่งนี้เกิดขึ้นแน่นอน และทุกวันนี้มันก็เริ่มมีผลเล็กๆ น้อยๆแล้ว

    บท.145 แต่สิ่งที่ผู้เขียนเชื่อคือ โลกเราจะหันด้านเดียวเข้าหาดาวนิบุริ ในการโคจรรอบตัวเอง (รอบใหม่) หลังจากที่ผลักดันกันแล้ว แต่ก่อนที่จะผลักดันกัน คลื่นพลังงาน+สนามแม่เหล็กของโลก (ที่แปรปรวนอย่างหนัก) +ชั้นบรรยากาศ (ในบางประเทศที่ชั้นบรรยากาศยังดีๆอยู่) จะเป็นเกราะอย่างดีป้องกันความร้อน จากร้อนแบบย่างใหม้เกรียมกลายเป็นแบบสุกพอดี กำลังกิน (เหอๆ) แต่ยังไงก็ช่างถ้าช่วยบรรเทาได้บ้างก็ดีกว่าโดนเต็มๆ ซึ่งโอกาสรอดไม่มีเลย

    บท.146 เฮ่อ มนุษย์ต้องกลายเป็นสัตว์หากินตอนกลางคืนแล้วเหรอเนี่ยะ ? อย่าเพิ่งเข้าใจผิด ผู้เขียนยังไม่ได้บอกเลยว่าตอนกลางคืนจะรอดตัวสบาย ตอนกลางคืนนี้ก็คือช่วงซ้ำเติมให้มนุษย์ผู้อ่อนแอตายลง และช่วยให้มนุษย์ผู้เข้มแข็งแกร่งยิ่งขึ้น ความหมายคือ โลกเราจะหมุนรอบตัวเอง ยี่สิบสี่ชั่วโมงต่อหนึ่งวันไปเรื่อยๆนับจากนี้จนกระทั่งถึงช่วงเวลาผลักดัน หลังจากนั้นมนุษย์อาจจะต้องใช้เวลา กับโลกที่หมุนรอบตัวเอง หกสิบ แปดสิบ หรือหนึ่งร้อยชั่วโมงต่อหนึ่งวัน ไม่อาจจะคาดเดาได้แต่มากกว่า ยี่สิบสี่ชั่วโมงต่อหนึ่งวันแน่ๆ จุดสำคัญคือ มนุษย์ต้องทนกับความร้อนนานขึ้น และทนกับความหนาวเย็นนานขึ้นด้วย แน่นอนกลางคืนจะหนาวเย็นแบบสุดขั้ว ไม่ใช่เป็นเพราะเราไปชินกับอากาศร้อนๆแล้วพอตอนกลางคืนเลยหนาว แต่หนาวของผู้เขียนในที่นี้คือ หนาวจริงๆแบบน้ำแข็งจับเลยทีเดียว (กำ กุไม่อยากอ่านต่อแล๊ะ กุกัว) (อ่านปาย เดี๋ยวแนะนำให้) เนื่องจากอากาศแปรปรวนอย่างหนัก และความร้อนสูงจัดๆที่มีในตอนกลางวัน ทำให้ระบบน้ำระเหยอย่างรวดเร็วเกินไปก่อตัวป็นมวลอากาศอย่างมากมายกลายเป็นกระบวนการทางอากาศ ให้เกิดอากาศหนาวจัดขึ้นในตอนกลางคืน ผู้หญิงที่มีลูกอ่อน คนชราและเด็ก จะอยู่อย่างลำบากมาก เพศที่อยู่รอดคือเพศชาย ประเภทเหนียว ทน ทายาด และปรับสภาพได้เก่งกว่าแข็งแรงกว่า

    บท.147 ผู้ชายจะเอาตัวรอดได้ดี ทั้งในช่วงที่หนีจากมหันตภัยต่างๆ และหลังจากการหนีมาอาศัยอยู่บนบกแล้ว เพศชายจะเหลือรอดมากกว่า เมื่อโลกใหม่มาเยือน ประเทศที่ชอบมีแต่ลูกชายจะเกิดวิกฤตการณ์สืบพันธุ์แห่งชาติ เพราะหาผู้หญิงไม่ได้เลย แต่ผู้ชายส่วนใหญ่ที่รอดบางส่วน ก็ต้องเสี่ยงชีวิตจากการหาสิ่งดำรงชีพให้กับครอบครัวที่รักซึ่งถ้าพวกเขาได้อ่านบทความนี้เสียก่อน จะช่วยให้พวกเขาใช้ชีวิตได้อย่างระมัดระวังมากขึ้น อย่างมากๆๆๆ

    บท.148 ผู้เขียนจะไม่ขอ อธิบาย ข้อ 3E ไม่ว่าจะจุดใด เพราะถ้ามันไปจากเราแล้วเกิน ห้าปี หลายๆอย่างจะดีขึ้นมากมาย

    บท149 ผู้เขียนจะขอพูดถึงสิ่งที่จะตามมา จากเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นทั้งหมดเท่าที่รู้
    - เกิดการแย่งชิงอาหารและยา
    - เกิดการขาดแคลนอาหารและน้ำ
    - ผู้คนทำร้ายกันไร้สาเหตุ
    - เกิดการลักพาตัวมนุษย์ (เด็ก) ไปใช้แรงงานในทางเสี่ยงๆ (ตายแทนผู้ใหญ่บางคน)
    - เกิดลัทธิบูชาใหม่ๆที่ไม่ถูกต้อง
    - เกิดโรคระบาดแบบใหม่
    - พืชพันธัญญาหารตายและไม่สามารถหาที่ปลูกได้
    - เงินใช้ไม่ได้อีกต่อไป
    - ไฟฟ้า ประปามีใช้บางพื้นที่เท่านั้น
    - มนุษย์กลับไปสร้างบ้านด้วยดินและหญ้าฟางกันความร้อน
    - ขยะล้นเมือง !! และสุดท้าย ไม่มีคนจน ไม่มีคนรวย มีแต่คนซวย กับคนดี
    นี่แค่ตัวอย่างแล้วมนุษย์จะรู้ว่าตนเองนั้นใช้ทรัพยากรสิ้นเปลืองมากแค่ไหน
    - เกิดการแย่งชิงอาหารและยา อาหารจะเริ่มขาดแคลนไปเรื่อยๆ นับตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤติ ไปจนถึงช่วงปลายของวิกฤติไปอีกอย่างน้อยสองปี ที่ให้เวลาอีกแค่สองปีก็อาจจะฟื้นได้ก็พราะ มนุษย์จะตายเป็นเบือ เหลือรอดแค่นิดเดียว อาหารไม่ต้องผลิตมากมายก็ได้ ส่วนเรื่องยานี้ไม่ต้องพูดถึง หลังจากการโคจรใหม่แล้วแหล่งผลิตและเก็บสต๊อกยาทั่วโลก จะถูกทำลายเกลี้ยง จะเหลือก็แต่เล็กๆน้อยๆตามบ้านเรือนเท่านั้น ฉะนั้นแล้วสิ่งที่ต้องทำเป็นอย่างยิ่งในหัวข้อนี้คือ

    บท.150 ก อาหาร อาหารที่สามารถเก็บไว้ได้นานๆ และหาวิธีการเก็บรักษาเช่นการตากแห้ง อาหารที่เก็บไว้ได้นานๆเช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ไวไว (อิอิ) แป้งข้าวเหนียว แป้งข้าวจ้าว ถั่วเขียว เป็นต้น ถั่วเขียวนี้จะดีมากๆถ้าเก็บรักษาไว้เยอะๆ เพราะเมื่อถึงช่วงวิกฤติขึ้นมาพืชจะตายหมด แต่ถั่วเขียวจะโตเร็วก่อนที่จะตาย เมื่อก่อน (ตอนนี้) เราอาจจะปลูกถั่วเขียวสองวันถึงจะงอก แต่ต่อไปเราอาจจะปลูกถั่วแค่วันเดียวก็กินได้แล้ว เวลาปลูกต้องปลูกในบ้านและถั่วเขียวปลูกง่ายไม่ต้องใช้ดินก็ปลูกได้ แค่แช่น้ำไว้ก็ได้กินแล้ว ส่วนข้าวอย่าไปหวังว่าจะมี ในช่วงเวลาอันยาวนาน มนุษย์จะปลูกข้าวไม่ได้เลย เป็นเวลานานกว่าห้าปี

    บท.151 คราวนี้มนุษย์จะได้รู้ซึ้งว่า ข้าวกับน้ำมันอันไหนควรจะมีค่ามีราคามากกว่ากัน เหตุการณ์นี้ไม่ต้องพึ่งน้ำมันมากมาย แต่ต้องพึ่งข้าวปลาอาหารให้มากๆ ฉะนั้นแล้วการเก็บสะสมแป้งข้าวเหนียว หรือแป้งข้าวจ้าว สามารถนำมาหุงหาทำกินกันตายได้ส่วนอาหารอย่างอื่นอย่าไปหวังจะกินได้ ถ้าเป็นสัตว์น้ำต้องเป็นสัตว์น้ำจืดตามแม่น้ำเท่านั้น ถ้าในทะเลอาจจะมีสารพิษเจือปน แต่ถ้าอยู่ใกล้แหล่งน้ำปิด ก็สามารถทำที่ดักจับปลาไว้กินได้

    บท.152 เนื่องจากมีอากาศตอนกลางวันร้อนจัดถึงขนาดต้มน้ำได้ และตอนกลางคืนที่หนาวสุดๆ มนุษย์ธรรมดาทั่วไปจึงจะสามารถมีชีวิตนอกบ้านได้แค่เพียงระยะเวลาช่วง ตีสี่ถึงหกโมงเช้า (ของปัจจุบันนี้) และอีกช่วงอาจจะเป็นตอนหกโมงเย็นถึงหนึ่งทุ่ม เพราะในช่วงนี้จะเป็นช่วงอากาศอบอุ่นไม่ร้อนเกินไป ถ้านอกเหนือจากนี้ คงต้องพึ่งมนุษย์ที่ไม่ธรรมดา (อย่างไอร่อนแมน เหอๆ) มนุษย์ที่ไม่ธรรมดาสามารถทนความร้อนจัดหรือหนาวจัดเพื่อออกไป ปฏิบัติภาระกิจต่างๆให้ครอบครัวและสังคม มนุษย์ต้องใส่เสื้อกันรังสีและความร้อนหรือหนาว พวกที่เหลือก็นั่งๆนอนๆให้เวลาฆ่าเราไปเล่นๆ ถ้าฝึกจิตมาดีก็ไม่ต้องกลัวจะสติแตก

    บท.153 ที่เคยบอกว่า มนุษย์จะมีช่วงเวลาอันน้อยนิดที่แสนจะยาวนาน ก็คือช่วงนี้แหละ

    บท.154 ฉะนั้นแล้วมนุษย์ที่เหลือรอด จะต้องรีบเร่งในการสร้างสิ่งต่างๆ เพื่อความอยู่รอดให้ได้เร็วที่สุด และมีเวลาได้ออกมาหาอาหารและไปนู่นมานี่ แค่ไม่นานในแต่ละวัน นอกนั้นก็ไปนั่งจ้องหน้ากันในบ้าน

    บท.155 วิธีดำรงชีวิตในสภาพเวลาและอากาศแบบนี้ที่ดีที่สุดคือ มนุษย์ต้องมีหม้อ (ผู้หญิงอย่าพึ่งดีใจ) หม้อในที่นี้คือหม้อสแตนเลสใบใหญ่ๆ ขนาดเอาคนเข้าไปนั่งได้ เพราะมีหลายเหตุผลที่ต้องเอาใบใหญ่ขนาดนั้น (ไม่ได้จะให้เข้าไปนั่งแล้วใช้ฝาหม้อพายหนีน้ำหรอกน่า)
    กก เวลาหุงหาอาหารจะมีแค่ช่วงเดียวแต่ต้องกินทั้งวัน และกินหลายๆคน
    กข หม้อแข็งแรงพอที่จะเอาไว้ป้องกันตัวเองจากการที่มีอะไรหล่นลงมาจากฟ้าเช่นลูกเห็บ
    กค สะท้อนแสงแดดได้เห็นแต่ไกล กรณีติดต่อสื่อสารกัน
    กง หม้อใช้เป็นพาหนะเดินทาง ในธารน้ำแข็งได้ (อยากลองปะ แบกหม้อไปดรีมเวิลด์ซิ)

    บท.156 วิธีใช้ในสถานการณ์เวลาวิกฤติ
    กจ เวลาเช้านำหม้อใส่น้ำอะไรก็ได้ กรณีที่ต้องการน้ำดื่ม ใสให้เต็มแล้วปิดฝาหม้อ วางไว้กลางแจ้งทั้งวัน ความร้อนจัดจะทำการต้มสุก จนตอนเย็นก็ไปรินเอาน้ำสะอาดที่ตกตะกอนแล้วมากินได้
    กฉ เรื่องอาหารทำแบบเดียวกันกับการต้มน้ำหนะแหละ แต่ต้องต้มไว้ทั้งวันเหมือนกันถ้าไม่อยากโดน กี่ ตายอยู่ข้างๆหม้อตอนออกไปเก็บเข้าบ้าน เมื่อถึงตอนเย็นก็ค่อยออกไปเอาอาหารมาตุนไว้ทานในวันต่อไปได้ ทำวันนี้ กินพรุ่งนี้ดีกว่าอดตาย

    บท.157 อีกอย่างที่มนุษย์ควรจะมีติดตัวไว้คือ น้ำยาแก้ร้อนใน ประเภทผสมกับน้ำดื่มมีสีแดงๆหนะ (ไม่ได้โฆษณานะ ไม่รู้จักกัน) หรืออะไรก็ได้ที่คุณสมบัติคล้ายๆ กับการแก้ร้อนในได้โดยใช้ผสมลงในน้ำดื่มแก้ร้อนใน อะ เพราะมนุษย์จะเจอกับสภาพร้อนในจนนำไปสู่การเป็นไข้ อ่อนแอ และตายได้อย่างรวดเร็วในสภาพอากาศแบบนี้ ที่มีน้ำให้กินน้อย ฉะนั้นควรมียาขนานนี้ผสมกับน้ำดื่มที่มีในปริมาณที่มากกว่าเดิม และกินเป็นประจำจะช่วยแก้และกันไว้ก่อนได้ โดยเฉพาะบ้านที่มีเด็กๆควรจะมีติดไว้เยอะๆ

    บท.158 นับแต่นี้มนุษย์จะเผชิญความร้อนรุนแรงขึ้นเรื่อยๆจนต้องสร้างบ้านไว้หลายชั้นเพื่อกั้นความร้อนและกั้นความเย็นตอนกลางคืน พวกนี้คือมนุษย์ที่ทำตัวเองให้ปรับสภาพได้ยาก แต่มนุษย์ที่ไม่มีเงินทอง หรือไม่มีแม้แต่บ้านของตัวเอง พวกเขาเคยชินกับการอยู่กลางแดดจัด และนอนในที่หนาวจัดมาแล้ว อย่างเช่นคนภาคอีสาน พวกเขาเผชิญกับอากาศแบบสุดขั้วแบบนี้มาแล้ว แต่ไม่เหมือนซะทีเดยว เพราะที่พวกเขาเคยเจอคือ ร้อนจัดในช่วงหน้าร้อน และหนาวจัดในช่วงหน้าหนาว โดยหน้าร้อนนั้นบางครั้งร้อนมากกว่า สี่สิบองศาในกลางทุ่งนา และหน้าหนาวบางครั้งต่ำกว่าห้าองศา หนาวหนักกว่าภาคเหนือเพราเป็นพื้นที่ราบสูง แต่ทั้งหมดทั้งมวลมันรวมอยู่ในวิกฤตินี้เพียงแค่หนึ่งวันเท่านั้น และหนาวร้อนกว่าที่เป็นมาแต่ก่อนมาก และมนุษย์กลุ่มนี้คือมนุษย์ ที่อาจจะเป็นผู้อยู่รอดต่อไป ในสภาพอากาศที่เลวร้าย และมีอีกสถานที่หนึงซึ่งเป็นที่น่าอัศจรรย์ ผู้เขียนเห็นว่าผู้คนมากมายที่รอดตายจะเข้าไปรวมตัวและอาศัยอยู่ คือโบสถ์ไทยทุกที่ในประเทศที่เหลือ สภาพอากาศข้างในนั้นจะไม่ร้อนจัดและไม่เย็นจัด ไม่ว่าสภาพอากาศข้างนอกจะเป็นเช่นไร หลายคนที่เคยเข้าโบสถ์คงจะไม่เถียงผู้เขียน เพราะเป็นเช่นนี้จริงๆ ไม่ได้ติดแอร์ซักตัวแต่เย็นสบายมากมายเมื่อเข้าไป ในขณะที่ข้างนอกร้อนตับแตก จริงปะ

    บท.159 ส่วนเรื่องยา มนุษย์คงต้องหันไปพึ่ง พืชสมุนไพรตากแห้งที่เขาหาบมาขายแล้วแหละพอได้เผชิญอยู่ในวิกฤติแบบนี้จะนึกถึงหน้าพ่อค้าแม่ค้า ชาวบ้านหน้าระห้อย ที่เขาหาบ ขิง ขมิ้น ตะไคร้ อบแห้ง และอื่นๆมาขาย แต่พวกเราไม่คิดจะสนใจ เดินเข้าหาร้านขายยาแผนปัจจุบัน ที่ซึ่งใส่ห่อล่อขวดไว้อย่างสวยงาม แถมมี อย. (อดอยาก) ประทับให้ชื่นชมอยู่เป็นประจำ แต่ต่อไปยาจะแพงขึ้นเรื่อยๆ เมื่อวิกฤติเกิดหนักขึ้นจนถึงจุดสูงสุด แหล่งผลิตจะรกร้างและสูญหาย ยาพวกนี้จะไม่มีเหลืออยู่เพียงพอกับความต้องการ แต่พอจะหันไปพึ่งยาของภูมิปัญญาชาวบ้าน ก็สายไปซะแล้ว และถ้าเราอยากจะเตรียมรับมือตรงนี้ ควรมียาสามัญภูมิปัญญาชาวบ้านติดเรือนไว้ พวก แก้ท้องเสีย ร้อนใน เป็นไข้ ผื่นคัน ฯลฯ อะไรก็ตามที่พวกเรามีกันมานานแล้ว ซึ่งยาเหล่านี้ไม่ระบุวันหมดอายุ แต่ถ้าเราตุนยาแผนปัจจุบันไว้คงต้องหาที่เก็บรักษาในอุณภูมิแปรปรวนไว้ให้ดีๆ เพราะมันหมดอายุเป็นนะจ๊ะ ไม่ต้องคิดจะปลูกพืชสมุนไพรให้ลำบากเก็บแบบแห้งๆตุนไว้ดีกว่า ขนาดมนุษย์มีเท้าหนีได้ ยังจะเอาตัวไม่รอด พืชที่ปลูกไว้เขาวิ่งหนีเองไม่ได้ เขาจะเอาตัวรอดยากมาก แต่ถ้าโชคดี บางพื้นที่ก็รอดได้เช่นกัน
    - เกิดการขาดแคลนอาหารและน้ำดื่ม มนุษย์ผู้เหลือรอดหลังจากการผลักดันนั้น จะต้องเผชิญกับปัญหาด้านอาหารอีกรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ และที่สำคัญมีแต่ผู้บริโภค ไม่มีผู้ผลิตและไม่มีแหล่งผลิต มนุษย์ต้องร่วมกลุ่ม และร่วมมือกันในการทำงานช่วยเหลือกันเป็นทีมเพื่อสร้างแหล่งเพาะปลูกที่ป้องกันความร้อนได้ และพืชที่โตเร็วๆกินได้ไวๆปลูกง่ายๆ ก็เช่นถั่วเขียวอย่างที่บอกมาแล้ว
    - เชื่อหรือไม่เมื่อถึงจุดหนึ่งมนุษย์จะฆ่ากันเพื่อ แย่งหม้อหุงหาอาหาร ตราบใดที่มนุษย์ไม่สามารถใช้จิตบังคับกายได้ เมื่อกายหิวก็ทำได้ทุกอย่าง ผู้เขียนขอบอกไว้เลยว่าถ้าไม่มีหม้อก็ไม่มีน้ำ เพราะเวลานั้นน้ำปรกติหรือน้ำฝนจะกินไม่ได้เลย แต่ว่าถ้าอยากตายแบบแปลกๆก็ซัดโล้ด เพราะน้ำในทุกที่จะเต็มไปด้วยสารเคมีแปลกๆแบบที่เราไม่เคยรู้จัก
    - มนุษย์บางกลุ่มจะสติแตก และจับกล่มกันคิดการณ์ในสิ่งที่ผิดๆ เคยมีคนถามว่า ในเรือที่ใกล้จะจม มีสิ่งมีชีวิตทั้งหมด เจ็ด สิ่ง คนห้า หมาหนึ่ง เด็กง่อยอีกหนึ่ง ทุกคนว่ายน้ำเป็นหมด ยกเว้นเด็กง่อยกับหมา ต้องทิ้งสิ่งมีชีวิตไป สองสิ่งเรือถึงจะลอยลำอยู่ได้ ไม่จมจนไปถึงฝั่ง ข้างล่างมีปลาฉลามอยู่เป็นฝูงจะทิ้งใคร ? เมื่อมีผู้ชายคนหนึ่ง เขาบอกว่าควรทิ้งเด็กกับหมา คนถามบอกว่าเขาตอบผิด ทุกคนควรจะได้จับฉลากเลือกว่าใครจะได้อยู่ใครจะได้ไปในส่วนตัวของผู้เขียน ใม่มีใครตอบผิด และไม่มีใครตอบถูก เอาอะไรมาเป็นกฏเกณฑ์ ไม่มีใครตอบผิดในการที่คิดจะรักษาชีวิตคนหมู่มากที่มีค่าไว้ และไม่ผิด ที่จะให้มีความเสมอภาคในทุกเรื่อง แต่ก็ไม่ถูกเลยที่จะต้อง เลือก (โดยจำใจหรือไม่ก็ตาม) ที่ให้มีคนตายเกิดขึ้นไม่ว่าด้วยวิธีใด ถ้าผู้ถามเป็นจักรพรรดิ์ (พิมพ์ถูกไหมหว่า) ผู้ตอบก็ผิด ถ้าผู้ตอบเป็นจักรพรรดิ์ ผู้ถามก็คงไม่กล้าบอกว่าผิด คงจะต้องพูดว่า “พระองค์ฉลาดที่สุดที่ตอบว่าให้ทั้งเด็กและหมาลงทะเล” มนุษย์ทุกวันนี้ไม่ได้สนใจคำตอบ แต่อยู่ที่ว่าใครคือผู้ตอบคำถาม และในสถานการณ์วิกฤติขนาดนี้ ผู้ตอบคำถาม (ใครก็ตามที่ตอบอะไรก็ถูกหมด) จะเป็นผู้นำทางผิดๆให้กับสังคม พวกเขาจะคิดว่าบางคนคือตัวถ่วง เช่นเด็ก คนแก่ และผู้พิการ เด็ก และผู้พิการจะอ่อนแอเป็นภาระ คนชราก็จะทำงานอะไรไม่ได้ หมาก็เหมือนกัน การบังคับคนชราคงไม่มีประโยชฯอะไรมาก แต่ถ้าบังคับเด็กให้มาทำภาระกิจในเรื่องเสี่ยงๆ ละก้อ มีแน่ๆ อย่างเช่น การเดินทางไปเคลื่อนย้ายวัตถุในที่ไกลๆ ซึ่งต้องใช้เวลากลับมาให้เร็วที่สุด (ไม่งั้นโดนเผาตายก่อน) พวกเขาอาจจะใช้เด็กไป แลกกับอาหารและที่พัก ข้อดีคือเด็กกินน้อยกว่าผู้ใหญ่อยู่แล้ว ถ้าถึงวันนั้น การตายในทุกกรณีจะเป็นเรื่องธรรมดามากๆ
    - เกิดลัทธิบูชาที่ไม่ถูกต้อง ผู้คนในตอนนั้นจะเค้วงค้วางไร้ที่พึ่งทั้งยังต้องเจอกับเรื่องประหลาดมากมาย อีกทั้งพลังแห่งจิตวิญญาณจำนวนมหาศาลที่ล่องลอย ไร้ทางออก ยิ่งถ้าเห็นผีทุกๆวันก็ต้องพาไปรดน้ำมนต์ แต่ถ้าเห็นทุกๆวินาทีละ ? ผู้คนที่ไม่ฝึกจิตตั้งมั่นจะจิตหลุด จนต้องพึ่งการบูชาที่ผิดๆ การพลักดันจะทำให้โลก สอง โลก เข้าใกล้กันมากยิงขึ้น (ตรงนี้ผู้เขียนไม่ขอตอบและอธิบาย ความลับ)
    - เกิดโรคระบาดแบบใหม่ๆ สิ่งมีชีวิตทุกย่างบนโลก ดิ้นรนเอาตัวรอด ไวรัสก็เช่นกัน มันจะพัฒนาข้ามสายพันธุ์ และแกร่งขึ้น จงจำไว้เลยว่ามนุษย์ผู้ได้เหลือรอดในโลกใหม่ คือมนุษย์ผู้แข็งแกร่ง แกร่งทั้งใจและกาย ส่วนไวรัสที่เหลือรอดในโลกใหม่ก็เช่นกัน แต่หัวใจมันจะแกร่งกว่าเราหรือไม่คงต้องพิสูจน์กันต่อไป จะเกิดไวรัสทำลายไวรัส ในคน คนเดียวกัน มนุษย์ทั่วไป ถ้าเป็นโรคก็คือทั้งตัว แต่ถ้าต่อไป หัวติดใข้ ขาเราติดอีสุกอีใส แขนเราติดหวัดนก เป็นต้น ร่างกายมนุษย์ถูกไวรัสมาเพาะพันธุ์ กลายเป็นแหล่งขุมกำลัง เพื่อที่จะโจมตีฝ่ายตรงข้าม (ไวรัสอีกสายพันธุ์) การรักษาจะยากขึ้น หรือไร้หนทางเยียวยา และเชื้อไวรัสที่ว่านี้ส่วนใหญ่จะอยู่ในน้ำ เพราะไวรัสบก คงจะต้องถูก กี่ (ย่างสด) ตายไปซะก่อนไม่งั้นก็เหลือน้อยเต็มที ฉะนั้นแล้ว ผู้เขียนถึงย้ำนักย้ำหนาว่า ให้พกหม้อใหญ่ๆ ไว้อย่างไรเล่า แล้วจะนึกถึงกันนะเมื่อถึงเวลานั้นหนะ
    - เงินใช้ไม่ได้อีกต่อไป อันนี้คงไม่ต้องอธิบายอะไรมาก ใครเก็บกระดาษไว้เยอะๆ ตอนนั้นให้เตรียมถอนออกมาชั่งกิโลขายได้เลย (ถ้าแบ็งค์ไม่เจ๊งก่อน) แล้วมนุษย์ทั้งหลายจะรู้ซึ้งถึงคำว่า ธนบัตร คือ กระดาษ ที่ชำระตูด ได้ตามกฏหมาย (เวลาเข้าห้องน้ำ) ขอโทษทีที่ผู้เขียนไม่บูชาเงิน (ถ้าต่ำกว่าสองบาท เกินนั้นเอาหมด)
    - พืชพันธุ์ธัญญาหารตาย และไม่มีที่ปลูก ฯ
    - ไฟฟ้าประปามีใช้บางพื้นที่เท่านั้น ผู้เขียนขอใบ้ๆให้นิดๆ บางพืนที่ ไฟฟ้า ประปา จะมีใช้จนถึงช่วงเวลาของการผลักดัน และอาจจะนานกว่านั้นได้ซักนิดหน่อย แต่ไม่ว่ากี่นาทีที่ได้ใช้มันสำคัญมากๆ มันหมายถึงหลายชีวิตจะอยู่รอด และเป็นพื้นฐานให้สร้างแหล่งหลบภัยเพื่ออยู่รอดต่อไป มันคือพื้นที่จังหวัดที่มีโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่ไม่ใช้พลังงานน้ำในการผลิต
    - มนุษย์กลับไปสร้างบ้านด้วยดินและหญ้าฟางกันความร้อน สิ่งนี้จะเริ่มเกิดตั้งแต่ตอนนี้เป็นต้นไป บางคนอาจจะคิดหนีไปอยู่ตามถ้ำ ซึ่งเป็นที่ ที่ป้องกันความร้อนและเย็นได้ดีมากๆ แต่ก็ดีใจด้วย ที่ท่านจะได้ไปอยู่ในถ้ำและท้องของ งูหลาม ในคราวเดียวกันคิดว่าจะมีแต่เราเหรอไง ที่หนีเข้าไปอยู่ในนั้นหนะ ห๊า พวกสัตว์นี้มันแสนรู้กว่าเราอีกมันเข้าไปอยู่ตั้งกะตอนนี้แล้ว ต้องมีพวกคนและสัตว์ที่เสร่อเข้าไปหลบ ให้มันนอนแดกสบาย โดยเฉพาะคน ชาวโลกที่ไม่ได้อ่านบทความนี้ แต่ถ้าพวกเราคิดที่จะเข้าไปหลบกันเพราะไม่มีทางเลือกจริงๆ ก็ต้องข้าไปกันหลายๆคน งูหลามจะได้อิ่มไปหลายๆเดือน หรือไม่ งูหลามตัวใหญ่ ก็จะถูกพวกเราหลายคน แดกซะเองเรยย ก็แค่นั้นแหละ
    - ขยะล้นเมือง หลังจากการผลักดัน จะมีแต่เศษซากความเสียหาย แต่ผู้เก็บขยะไปชำระไม่มี เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ใหม่ๆของสิ่งมีชีวิตต่างๆ ผู้คนที่ล้มตายจะเป็นเหมือน เศษขยะชิ้นหนึ่งไม่มีใครเหลียวแล

    บท.160 แปลกใหมที่พื้นที่ ที่จะรอดพ้นจากหายนะราวปาติหารย์ ท้งๆที่ไม่ได้มีความพิเศษอะไร คือที่ ที่เป็นลูกๆ ของท่านพ่อองค์สมเด็จสัมมสัมพุทธเจ้า อาศัยอยู่ทุกแหง แล้วเคยคิดบ้างใหมว่าสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของเหล่าเทพเจ้าฮินดู พราหมณ์ นั้นตั้งอยู่แถบใด และทำไมพวกท่านถึงไปสร้างอยู่แถวๆนั้น สถานที่โบราณบนโลก ที่ใดที่หลงเหลืออยู่บ้าง แบบเป็นที่มนษย์เคยอาศัยอยู่และปัจจุบันก็ยังมีมนุษย์อาศัยอยู่ นั่นแสดงว่าสถานที่เหล่านั้นเคยผ่านช่วงเวลาชำระล้างแล้วรอดพ้นมาแล้วใช่ไหม แต่ปราสาท และสิ่งปลูกสร้างก็ยังสมบูรณ์ เกินกว่าที่จะเชื่อได้ว่าสถานที่แห่งนั้นเคยผ่านเรื่องราวเหล่านี้มา

    บท.161 ถ้าถึงเวลานั้น แล้วทุกอย่างเป็นไปตามนี้ แล้วคราวนี้จะให้คิดว่าแม่ หรือพ่อ ของเราเป็น ผู้เลือกให้รอดละ ???

    บท.162 พลังที่มนุษย์จะได้รับหลังจากหายนะอันใหญ่หลวง คือบทเรียนทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านมา และบทเรียนใหม่ๆที่จะเกิดขึ้นต่อไป กับพลังงานและการคำนวนแบบก้าวกระโดด ความลับบางอย่างบนโลกและห้วงจักรวาลจะถูกเปิดเผย แรงดึงดูดของโลกบางส่วนที่ลดลงไป ทำให้มนุษย์โลกมีพลังปลดปล่อย เหมือนกับนักกังฟู ใช้ท่อนเหล็กถ่วงแขน ขา มาเพื่อฝึกการเดินวิ่ง เป็นเวลาทั้งชีวิต พอถอดมันออกก็ทำให้พลังที่แท้จริงปรากฏ มนุษย์รุ่นต่อไป จะสูงใหญ่ และมีพละกำลังเพิ่มมากขึ้น ฉลาดขึ้น และอายุยืนขึ้น ตรงนี้ผู้เขียนจะยังไม่ขออธิบายรายละเอียด เอาไว้ถ้ามีโอกาสจะมาเขียนเล่าต่อ เอาเป็นว่า หลังจากวิกฤติขั้นร้ายกาจผ่านพ้นไป สิ่งต่อไปนี้จะเกิดขึ้นแน่นอน

    บท.163
    1 โลกบางส่วนจะแยกออกจากกันอย่างชัดเจนจากแรงกระทำของอุกาบาตตก
    2 จากข้อหนึ่งทำให้โลกบางส่วนมีแรงโน้มถ่วงต่ำทำให้สะสารบางอย่างล่องลอยได้แต่ไม่หลุดออกจากแรงดึงดูดของโลกซะทีเดียว
    3 แรงดึงดูดของโลกเปลี่ยนไปในแต่ละพื้นที่
    4 มนุษย์อายุยืนขึ้น
    5 ความลับบางอย่างของโลกใบนี้ที่มนุษย์พยามค้นคว้า หาความรู้ จะผุดขึ้นมากมายทั้งคำถามและคำตอบ
    6 จากข้อ ห้าจะเกิดการพัฒนาแบบก้าวขว้าง (หนักกว่า ก้าวกระโดด)
    7 สิ่งเก่าๆจะกลับมา ในช่วงแรกของโลกใหม่ เช่น การสื่อสารด้วยโทรเลขและภาษามอส(ห่วย เรายกเลิก โทรเลขกันไปแระ) เครื่องจักรกลไอน้ำ การบันทึกเรื่องราวด้วยแท่นศิลา หรือหินผา อันหลังนี้หนักหน่อยแต่มันคือการบันทึกที่มีแนวโน้มจะคงอยู่ได้นาน ที่สุด และไม่ต้องใช้เครื่องเปิด นอกจากลูกกะตาสดๆของเราเอง และ โม่บดแป้ง ฯลฯ

    บท.164 ถ้ามีโอกาสอีก ยังมีหลายเรื่องที่อยากเล่า แต่ตอนนี้ผู้เขียนเริ่มขี้เกียจ และเลี่ยนในความบ้าของตัวเองแล้ว สิ่งที่จะฝากไว้สุดท้ายบทความนี้ก็มีคำถามคำตอบไร้สาระนิดหน่อย และประโยคที่อยากจะให้ทุกท่านได้จดจำ

    “จงอยู่อย่างรักแม่ และเชื่อฟังพ่อ”
    สวัสดี

    บท.165 (ถาม) แล้วมีอะไรจะฝากบอกคนทั้งโลกไหมคะ ที่จะให้พวกเขาได้ระวังตัว
    (ตอบ) -------ขออณุญาตเซ็นเซอร์คำตอบนี้------------
    บท.166 (ถาม) สนุกมากครับ เขียนต่ออีกได้ไหม
    (ตอบ) ไม่ว่าง กะลังขุดรู
    บท.167 (ถาม) ห่วยแตก นั่งเทียนเขียนปะ
    (ตอบ) ขอบคุณ นั่งพื้นเขียน โต๊ะไม่มี
    บท.168 (ถาม) ไร้สาระ คิดได้ไงเรื่องพวกนี้ เอาหัวแม่ตีนคิดเหรอ
    (ตอบ) หัวแม่ตีนเอาไว้ แคะขี้มูก ไม่ได้เอาไว้คิด
    บท.169 (ถาม) แล้วเรื่องนรกกับสวรรค์ละคะ
    (ตอบ) มีคำตอบแน่นอน อยู่ หนึ่งในทางออกของสภา พ่อได้สร้างนรกขึ้นมา เพื่อชำระล้างให้จิตบริสุทธิ์ ส่วนสวรรค์ มีมาก่อนนานแล้ว ไม่ได้สร้าง ใหม่ อาจจะเป็นสถานที่ ที่พันธุ์แท้เขาอยู่กัน ไม่ขออธิบายมากกว่านี้ บอกแล้วไงว่าไม่ว่าง กะลังขุดรู
    บท.170 (ถาม) มีข้อสันนิฐานเรื่องการตัดต่อพันธุกรรมอีกไหมครับ
    (ตอบ) สัตว์ในเทพนิยายทั้งหมด น่าจะเป็นสัตว์ตัดต่อระหว่าง เทพ กับสัตว์เจ้าถิ่น และนำพลังแห่งจิตวิญญาณเข้าไปใส่ เพื่อให้ทำหน้าที่ปกป้องมนุษย์ และให้อาศัยอยู่ ในกลุ่มของสัตว์เจ้าถิ่นนั้นๆ ได้อย่างเนียนๆ อย่างเชน กินรี เพื่อให้บินได้ ในสถานที่ แรงโน้มถ่วงสูง ต่อมาสัตว์ในตำนานเหล่านี้ น่าจะอพยพ ไปอยู่ในอีก มิติหนึ่งที่ พ่อเรา สร้างทับซ้อนกับโลกไว้
    บท.171 (ถาม) คนเขียนบ้าไปแล้ว
    (ตอบ) อ่านมาถึงตรงนี้ได้ก็บ้าเหมือนกันแหละ
    บท.172 (ถาม) เราจะเตรียมรับมือกับภัยต่างๆยังไงดีคะ
    (ตอบ) ตั้งสติให้มั่น แล้วให้วิจัยเรื่องหม้อแบบพกพา (พับเก็บได้) เสนอให้รัฐบาลตั้ง เรื่องหม้อเป็นวาระแห่งชาติ
    บท.173 (ถาม) คิดนานมั้ยเนี้ยะเขียนเรื่อง พรรค์เนี้ยะ
    (ตอบ) คิด (จะเขียน) สองนาที เขียน สามวัน พิมพ์ หนึ่งเดือน (จิ้ม) ถ้าคิดนานกว่านี้ คงไม่เขียนหรอก
    บท.174 (ถาม) กำ ผมพึ่งรู้ว่าตัวเองเป็นญาติทางแม่ อะ
    (ตอบ) พวกเดียวกันเรยย ไม่ดีใจเหรอ ทั้งโลก นับตั้งแต่ ใส้เดือนยันกิ้งก่า อีกทั้ง เก้ง กวาง ชะนี อีแอบ อีเห็น ตะเข้ ตะโขง พวกเราทั้งน้าน น น น
    บท.175 (ถาม) ผู้เขียนเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายคะ
    (ตอบ) ตัวเป็นหญิง ใจเป็นชาย หน้าคล้าย กระเทย (อิอิ ผู้หญิงค้า ร้อยเปอร์เซ็นต์)
    บท.176 (ถาม) อยากเห็นหน้าคนเขียนบทความจัง
    (ตอบ) ก็เหมือนสัตว์โลกทั่วไป ครบ สามสิบสิบสอง แต่ความปรกติทางจิต ไม่ รับประกัน หึหึ
    บท.177 (ถาม) ผู้เขียนติดต่อพ่อเราได้หรือคะ
    (ตอบ) ได้ ทุกท่าน
    บท.178 (ถาม) ทำยังไงคะบอกได้ไหม
    (ตอบ) เอากาวมาดิ จะทาติดให้ดู (กาวทารูปติดฝาบ้าน)
    บท.179 (ถาม) กำ (E-บ้า)
    (ตอบ) ขอบคุณ
    บท.180 (ถาม) -------ขออณุญาตเซ็นเซอร์คำถามนี้------------
    (ตอบ) เสื้อไม่รู้ แต่หัวใจ แด๊ง แดง (แดง แด่ง แดง แด่ง แดง แด๊ง แดง แด่ง แดง แด่ง ฯ)
    บท.181 (ถาม) ความคิดก็ดีนะ ไม่น่าไปเป็นพวกไอ้ เหลี่ยมเล้ยยย
    (ตอบ) -------ขออณุญาตเซ็นเซอร์คำตอบนี้------------
    สำหรับคนที่หลงเข้ามาแล้วหาทางออกไม่เจอ แชตถามทางกันเร๊ววว
    ไม่สงวนสิทธิ์ใดๆทั้งสิ้นเกี่ยวกับการเผยแพร่และนำบทความหน้านี้ไปใช้ประโยชน์ในทางสร้างสรรค์
    ขอ งดและยกเว้นสำหรับการนำไปเผยแพร่เพื่อการค้าและประโยชน์ส่วนตนหรือเฉพาะกับคนบางพวก
    กำลังเรียบเรียงสำนวนใหม่ให้เป็นทางการเพื่อจัดทำเป็นรูปเล่มหนังสืออยู่นะคะ ^.^ ....